เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่าเมื่อ แต่งงาน แล้ว อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น บ้าน คอนโด และที่ดิน ที่ได้มาระหว่างสมรส ถือเป็น สินสมรส ทั้งหมดหรือไม่? วันหนึ่งถ้าเกิดหย่าร้างกันไป อสังหาฯ จะมีการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร?
เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่าเมื่อ แต่งงาน แล้ว อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น บ้าน คอนโด และที่ดิน ที่ได้มาระหว่างสมรส ถือเป็น สินสมรส ทั้งหมดหรือไม่? วันหนึ่งถ้าเกิดหย่าร้างกันไป อสังหาฯ จะมีการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร?
ทีมงานแอดมิน Home Buyers ลองไปค้นตัวบทกฎหมาย และกรณีตัวอย่างที่ศาลมีการพิพากษาคดีความเกี่ยวกับเรื่องอสังหาฯ สินสมสร แล้วพบคำตอบว่า “บ้าน - ที่ดิน” ที่ได้มาระหว่างสมรส อาจไม่ใช่สินสมรสเสมอไป จะเพราะอะไรนั้น? วันนี้แอดมินจะมาเล่าขยายความให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจกันในบทความนี้เลยค่ะ
เพื่อให้เข้าใจชัดเจน เรามาทำความเข้าใจกันเป็นข้อๆ ตามคำพิพากษาฎีกาที่เคยพิพากษาไว้
ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกัน ก่อน สมรส แม้ต่อมาจะได้มีการจดทะเบียนสมรส ก็ ไม่ทำให้เป็นสินสมรส หมายถึงส่วนนี้ยังคงเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ทำให้เวลามีเจ้าหนี้มายึด คู่สมรสของอีกฝ่ายสามารถขอกันส่วนของตัวเองออกได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับชำระหนี้ด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 2618/2524)
หรือคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่กับคนอื่นที่ตอนนั้นยังไม่ได้แบ่ง พอต่อมามีการสมรสเกิดขึ้นแล้วมีการแบ่งกันภายหลังก็ไม่ทำให้เป็นสินสมรส ส่วนนั้นยังคงเป็นสินส่วนตัว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1567/2524)
ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส ก็ใช่ว่าจะเป็นสินสมรสไปเสียหมด เพราะเขาอาจรับมาเป็นมรดก หรือรับการ ยกให้โดยเสน่หา ก็ได้ จึงไม่ถือเป็นสินสมรส แม้จะเป็นการยกให้กันเองก็ตาม ดังเช่นคำพิพากษาฎีกานี้
“ คำพิพากษาฎีกาที่ 337/2530 โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสแต่ผู้เดียว ในระหว่างสมรส จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยมีเจตนายกทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้ทรัพย์สินนั้นหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และสัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินให้แก่โจทก์และทรัพย์สินนั้นตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1471(4) แล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อไป โจทก์จำเลยหย่ากัน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินดังกล่าวได้”
อย่างไรก็ดีใน “การยกให้” หากต้องการให้เป็นสินสมรสของทั้ง 2 คน ควรระบุให้ชัดว่ายกให้เป็นสินสมรส มิเช่นนั้นแล้วมันจะกลายเป็นสินส่วนตัวของผู้รับ จุดนี้ต้องระวังเป็นพิเศษค่ะ
การอยู่กินด้วยกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ต่อมามีปัญหาต้องแยกจากกันจะทำอย่างไรกับทรัพย์สินที่ได้มาด้วยกัน? ไม่ต้องกังวล เนื่องจากศาลมีทางออกที่ยุติธรรมเสมอ อาทิเช่นคำพิพากษาฎีกาที่เรายกมานี้ เป็นคดีนี้ฟ้องบังคับคนเดียวที่ขอให้แบ่งทรัพย์ครึ่งหนึ่งออกมาใช้หนี้ได้ ไม่ต้องถูกบังคับคดีทั้งหมด
“คำพิพากษาฎีกาที่ 83/2512 ในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกับจำเลยปฏิบัติต่อกัน เป็นการแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของผู้ร้องและจำเลยร่วมกัน ทั้งมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของในทรัพย์พิพาทโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์เช่นนี้เห็นได้ว่าบรรดาทรัพย์ที่ผู้ร้องหรือจำเลยหามาได้ระหว่างนั้น แม้จะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ไม่สำคัญ ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกัน และเมื่อผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันทรัพย์ทั้งหมด โดยเฉพาะทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องและจำเลยเท่าๆ กัน ฉะนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจึงมีสิทธิมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกทรัพย์พิพาทออกเป็นส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่งได้ การที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีพึงได้ตามกฎหมายทั่วไปไม่”
พอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าเพราะอะไร “บ้าน - ที่ดิน” ได้มาระหว่างสมรส ไม่ใช่สินสมรสเสมอไป เรื่องแบบนี้อาจจะน่าปวดหัวกันไม่น้อย ยิ่งมีการเลิกราเข้ามาเกี่ยวด้วยก็คงไม่พ้นจะต้องปวดใจกันบ้าง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรปรึกษาผู้รู้กฎหมาย หรือแต่งตั้งตัวแทนให้ช่วยจัดการเรื่องสินสมรส เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอหน้าและไกล่เกลี่ยต่อรองกับใครบางคนที่ไม่รักกันแล้วให้ยิ่งชอกช้ำค่ะ ว่าแล้ว แอดมี่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กำลังเจอเรื่องแบบนี้ ผ่านพ้นปัญหาไปได้ด้วยดีนะคะ
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย