เป้าหมายที่สำคัญจะมี 3 อย่างคือ เป้าหมายผลตอบแทน เป้าหมายระยะเวลา และเป้าหมายความเสี่ยง ส่วนบางคนอาจมีเป้าหมายอื่นๆ เช่น ได้ประโยชน์ทางภาษี หรือมีข้อจำกัดอื่น ดิฉันจะไม่นำมาเขียนในบทความนี้จะเขียนเฉพาะที่บุคคลทั่วๆไปควรจะทราบค่ะ ที่ต้องมีเป้าหมายเพราะ หากไม่มี การลงทุนก็จะสะเปะสะปะ ผู้ลงทุนก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือเกิดความเสียหายขึ้นได้เช่น หากไม่เข้าใจว่า ระยะเวลาการลงทุนมีส่วนสำคัญต่อความเสี่ยงที่ รับได้ ก็อาจจะเอาเงินค่าเทอมลูกที่จะต้องจ่ายในอีก 1 เดือนข้างหน้าไปลงทุนในหุ้น
เป้าหมายผลตอบแทน ก็ไม่ใช่จะตั้งให้สูงเข้าไว้ การคาดหวังผลตอบแทนจะมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ เช่น หากรับความเสี่ยงได้น้อย ควรจะตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่ต่ำหน่อย อาจจะตั้งเพียงเอาชนะเงินเฟ้อเท่านั้น เรียกว่า Low risk, low expected return. ส่วนผู้ที่หัวใจ เสริมใยเหล็ก หรือผู้ที่มีความมั่นคงของอาชีพสูง ความมั่งคั่งโดยรวมสูงอยู่แล้ว อายุก็ยังน้อยอยู่ หากจำนวนเงินที่นำมาลงทุนหดหายไปบ้างก็ไม่เดือดร้อน และตั้งใจลงทุนระยะยาว ก็สามารถตั้งเป้าหมาย ผลตอบแทนได้สูงขึ้น เรียกว่า High risk, high expected return.คือถ้าจะต้องเสี่ยงสูง ก็ต้อง ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่คาดหวังสูงด้วย สวนจะได้สูงหรือไม่ จะมีองค์ประกอบหลายอย่าง
ผู้ที่เข้าใจการตั้งเป้าหมายนี้ ก็จะไม่ตั้งว่า "ผลตอบแทนสูงๆ ความเสี่ยงต่ำๆ" อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น"ผลตอบแทนที่ดี ในระดับความเสี่ยงเหมาะสม" (สูง หรือกลาง หรือต่ำก็แล้วแต่ที่แต่ละคนรับได้)แนะนำว่า การบริหารเงินลงทุน อย่างน้อยต้องแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่จะลงทุนระยะปานกลาง กับส่วนที่จะลงทุนระยะยาว จากประสบการณ์ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะรวมเงินลงทุนเป็นก้อนเดียวดังนั้นจะเกิดการกลัวความเสี่ยงจนเกินควร จึงตั้งเป้าหมายการลงทุนที่อนุรักษนิยมเกินกว่าที่ควรจะเป็น
แต่ก็พบว่า การตั้งเป้าหมายการลงทุนแบบนี้ ค่อนข้างเป็นวิชาการ ดังนั้น การระบุเฉพาะเจาะจงลงไปเกี่ยวกับเงินออมและลงทุนจำนวนนั้นๆ ก็จะทำให้ผู้ออมเห็นภาพชัดขึ้น มีกำลังใจเก็บออมมากขึ้น
วัตถุประสงค์ในการออมและลงทุนแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เพื่อการใช้จ่ายก้อนใหญ่เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินและเพื่อความมั่นคงในอนาคต หากมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน อยากแนะนำให้แบ่งเงินออมและลงทุนออกเป็นส่วนๆตามวัตถุ ประสงค์นั้นๆเลย เช่น ออมและลงทุนเพื่อการเกษียณอายุงานในอีก 30 ปี ออมและลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกใน 10 ปี ออมและลงทุนเพื่อเป็นเงินดาวน์บ้านใน 2 ปี ออมและลงทุนเพื่อแต่งงาน ใน 1 ปีเป็นต้น
เมื่อแบ่งเป็นส่วนๆแล้ว การตั้งวัตถุประสงค์ในด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คาดหวังก็จะง่ายขึ้นผู้ลงทุนก็ไม่เสียโอกาสในการนำเงินออมเพื่อการเกษียณอายุงานในอีก 30 ปี ซึ่งจะรับความเสี่ยงได้สูง มาลงทุนอยู่ในกองทุนตลาดเงิน เป็นต้น
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถหาเหตุผลในการออมและลงทุนได้ อาจจะลองคำนวณผลตอบแทนที่ท่านควรจะได้จากการลงทุนดูนะคะใช้กฎของเลข 72 ค่ะ
กฎของเลข 72 มีอยู่ว่า การคำนวณว่าเงินออมจะพอกพูนเป็นสองเท่าภายในเวลาเท่าใด ให้นำเลข 72 ตั้ง หารด้วยอัตราผลตอบแทนที่ได้ คือ หากได้ผลตอบแทน 1% เงิน 1 ล้านบาท จะเพิ่มพูนเป็น 2 ล้านบาท ต้องใช้เวลา 72 หารด้วย 1 เท่ากับ 72 ปี แต่หากอัตราผลตอบแทนเพิ่มเป็น 10% เงิน 1 ล้านบาทจะเพิ่มพูนเป็น 2 ล้านบาท จะใช้เวลาเพียง 72 หารด้วย 10 เท่ากับ 7.2 ปีเท่านั้น
เงินออมและลงทุนเพื่อแต่งงานใน 1 ปี ควรตั้งเป้าหมายความเสี่ยงไว้ค่อนข้างต่ำ เป้าหมาย ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ คือพอเอาชนะเงินเฟ้อสักเล็กน้อย หรือประมาณ 3.5-4% ต่อปี
เงินลงทุนเพื่อดาวน์บ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ควรตั้งเป้าหมายความเสี่ยงไว้ปานกลางค่อนข้างต่ำ เป้าหมายผลตอบแทนปานกลางค่อนข้างต่ำ หรือประมาณ 4 - 5% ต่อปี ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
เงินลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกในอีก 10 ปีข้างหน้า จึงสามารถตั้งเป้าหมายความเสี่ยงได้ ปานกลางถึงค่อนข้างสูง และเป้าหมายผลตอบแทนที่ปานกลาง หรือประมาณ 8-9% ต่อปี
เงินลงทุนเพื่อการเกษียณอายุงานในอีก 30 ปีข้างหน้า จึงสามารถตั้งเป้าหมายความเสี่ยงได้สูงถึงสูงมาก และเป้าหมายผลตอบแทนที่สูง หรือประมาณ 12 -15% ต่อปี และปรับเป้าหมายความเสี่ยงและผลตอบแทนทุกๆ 5 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และระยะเวลาลงทุนแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังต้องใช้ปัจจัยข้อที่สามด้วย คือติดตามการลงทุน แนะนำให้ทำทุกๆ 6 เดือน การติดตามจะเป็นเรื่องของการถามว่า พอร์ตการลงทุนเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุน และเหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้แล้วหรือยัง หากเหมาะสมแล้วก็ลงทุนต่อไปตามแผนเดิม หากยังไม่เหมาะสม ก็ปรับปรุง ให้เหมาะสมได้ จนกว่าจะถึงเวลาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย