ท่านผู้อ่านที่มีทรัพย์สมบัติมากๆ ก็ไม่ต้องกังวลนะครับเดิมเป็นของท่านอยู่ เมื่อแต่งงานก็เป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย เพราะมีอยู่ก่อนสมรสแม้จะขายไป เงินที่ได้ก็เป็นสินส่วนตัวทั้งเมื่อนำไปซื้อทรัพย์อื่นมา แม้จะเป็นภายหลังจากสมรสแล้วทรัพย์ที่ซื้อมาใหม่ก็ยังคงเป็นสินส่วนตัวอยู่นั่นเองเห็นไหมว่าแม้จะได้ทรัพย์มาภายหลังการสมรส ก็ใช่ว่าจะเป็นสินสมรสเสมอไปผมจึงได้แต่ตอบคำถามว่าเบื้องต้นต้องสันนิษฐานว่าทรัพย์ที่ได้มาหลังสมรสเป็นสินสมรสก่อนเว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
คราวนี้มาดูเรื่องสินสมรสกันล้วนๆ เลยดีกว่าครับ
มีปัญหามากในเรื่องที่คู่หมั้นคู่หมาย คบกันมาก็หลายปี พอตกลงปลงใจคิดจะแต่งงานสร้างหลักปักฐานก็เลยจูงมือกันไปซื้อบ้านทำสัญญาผ่อนเงินดาวน์อยู่เป็นปีแต่โอนเมื่อแต่งงานกันแล้วบ้าง หรือโอนก่อนแต่งงานแต่ผ่อนธนาคารภายหลังจากนั้นบ้านและที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่มันน่าสงสัยจริงๆ เรื่องนี้ผมมีคำตอบครับ
“ คำพิพากษาฎีกาที่ 2353/2536ที่ดินและบ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อขายกับผู้ขาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ร้องต่อเมื่อผู้ร้องได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายแล้วเมื่อผู้ร้องได้ชำระเงินส่วนใหญ่และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจากผู้ขายภายหลังที่ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้วต้องถือว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ.มาตรา 1474 (1)”
จึงสรุปตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า ถือตามเวลาที่โอนกรรมสิทธิ์เป็นหลัก
กฎหมายบัญญัติไว้อีกว่า หากเป็นที่สงสัยเหลือเกินกว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสหรือหาไม่แล้วให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
“ คำพิพากษาฎีกาที่ 2799/2539ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทแทน ม. เมื่อที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาระหว่างเป็นคู่สมรสกับโจทก์จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตาม ป.พ.พ.มาตรา 1474”
กรณีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาฟ้องเรียกทรัพย์ครึ่งหนึ่งจากสามีโดยอ้างว่าเป็นสินสมรสจำเลยก็สู้ว่าถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนนาย ม.แต่สืบพยานได้ไม่ชัดจึงยังคงสงสัยว่าถือแทนหรือไม่เมื่อสงสัยเลยเข้าข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส และแบ่งให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาครึ่งหนึ่ง
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย