เลือกวิธีประเมินมูลค่าหุ้น

การประเมินมูลค่าหุ้นนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ที่ชัดเจนและมีการสอนกันทั่วไปก็คือการใช้ตัวเลขและอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ มาคำนวณหามูลค่าของหุ้นในทางปฏิบัติมีตัวเลขหรืออัตราส่วนอย่างน้อย 4-5 อย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น การใช้ค่า PE หรือราคาเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น ค่า PB หรือราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีค่า DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้น หรือการหา DCF หรือการหาค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่บริษัทจะสามารถสร้างได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้ทางการเงินขั้นสูง เป็นต้น>

นักวิเคราะห์หุ้นและนักลงทุน ที่อิงกับแนวพื้นฐานทั้งหลายซึ่งรวมถึงVI ส่วนใหญ่ จะประเมินมูลค่าหุ้นโดยใช้ค่า PE เป็นหลักโดยอาจจะมีค่า PB เป็น ตัวประกอบบ้าง ดูเหมือนค่า PE จะเป็น "กฎเหล็ก" ที่จะบอกว่ามูลค่าที่แท้จริง ของหุ้นควรจะเป็นเท่าไรสำหรับ

นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมาก พูดง่ายๆ ถ้าหุ้นตัวไหนมีค่า PE สูงลิ่วแล้ว หุ้นตัวนั้น จะถูกบอกว่าเป็นหุ้นที่แพงเกินพื้นฐาน ส่วนที่มีค่า PE ต่ำก็ กลายเป็นหุ้นถูก และนี่คือการเน้นใช้แต่ศาสตร์ ไม่ได้ใช้ศิลป์ประเมินมูลค่าหุ้นเท่า ที่ควร ศิลป์ที่สำคัญในการประเมิน มูลค่าหุ้น มีมากมาย แต่ที่ผมจะพูดเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญ และมีความผิดพลาดเกิดขึ้นตลอดเวลา ศิลป์ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องว่าเราจะให้ค่า PE เท่าไร สำหรับหุ้นแต่ละตัว เพราะนี่อาจจะเป็น เรื่องรอง สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือศิลปะในการเลือกเครื่องมือ หรืออัตราส่วน หรือเทคนิคที่จะใช้ประเมินมูลค่าหุ้น ต่างหาก

นั่นคือ ผมกำลังบอกว่า เวลาจะประเมินมูลค่าหุ้น อย่าเริ่มจากการดูค่า PE เพราะค่า PE ถ้าเราจะใช้ต้องมั่นใจว่า E หรือกำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอ และจะไม่ลดลงในอนาคต ถ้าไม่แน่ใจว่า กำไรจะมีลักษณะแบบนั้นหรือไม่ ก็ไม่ควรใช้ค่า PE เป็นหลักในการประเมินมูลค่าหุ้น ประเด็นคือ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก และน่าจะเป็นส่วนใหญ่ด้วย ไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างนั้น หลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตและขายสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์จะมีกำไรขึ้นๆ ลงๆ ตามราคาสินค้าในตลาดโลก การใช้ค่า PE จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม บริษัทที่เพิ่งฟื้นตัวและมีกำไร เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ากำไรจะต่อเนื่องและไม่ลดลงมาในอนาคต? ดังนั้น จะใช้ค่า PE ได้อย่างไร? แต่ถ้าไม่ใช้ค่า PE แล้ว เราจะใช้ค่าไหน?

ประเด็นคือ ถ้าเราใช้ค่า PB เราจะตีมูลค่าของหุ้นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้ามูลค่าทางบัญชีเท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น หุ้นตัวนั้นควรจะมีราคาเป็นกี่เท่า จึงจะเรียกว่าเหมาะสม 2 เท่า หรือ 3 เท่า หรือ 10 เท่า เหนือสิ่งอื่นใด มูลค่าทางบัญชี อาจจะไม่ใช่ "ของจริง" เพราะสินทรัพย์อาจได้มานาน และเป็นที่ดินที่มีราคาตลาดสูงกว่านั้น หรือตรงกันข้าม ทรัพย์สินอาจเป็นโรงงานที่ล้าสมัยและมีค่าน้อยลงมาก มูลค่าทางบัญชี อาจมีความหมายน้อย เหนือสิ่งอื่นใดคือ บริษัทอาจไม่ได้อาศัยทรัพย์สินที่จับต้องได้มาทำมาหากิน บริษัทอาจหาเงิน หรือสร้างรายได้จากยี่ห้อหรือความนิยมอื่นๆ การประเมินมูลค่าหุ้นจากทรัพย์สินทางบัญชีของบริษัท จึงอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับหลายๆ บริษัท สรุปว่า การใช้ค่า PB หลายๆ บริษัทอาจเป็นความผิดพลาด และอาจยิ่งแย่กว่าการใช้ค่า PE

ถ้าจะถกเถียงถึงเทคนิคแต่ละอย่าง ในการใช้ประเมินมูลค่าบริษัทไปเรื่อยๆ ก็พบว่าแต่ละอย่างก็มีจุดดี และจุดด้อยถ้าเราใช้กับทุกบริษัท โดยไม่แยกแยะก่อนว่า บริษัทที่เรากำลังวิเคราะห์ หรือประเมินมีคุณสมบัติอย่างไร วิธีที่ดีกว่าคือ ต้องวิเคราะห์ธรรมชาติของธุรกิจแต่ละบริษัทว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงมาดูว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไรเป็นหลักประเมินมูลค่าหุ้น และจะใช้อัตราส่วนไหนเป็นตัวประกอบ ที่จะทำให้การประเมินถูกต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และนี่คือศิลปะที่ VI ต้องมีและต่อไปนี้คือ ตัวอย่างที่ VI อาจลองนำไปพิจารณาใช้

หุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการสม่ำเสมอและกำไรไม่ลดลงในอนาคต เช่น หุ้นกลุ่มที่อิงกับการบริโภคและบริษัทเป็นผู้นำ สินค้าของบริษัทไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาอิงกับตลาดโลก ซึ่งรวมถึงกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ โรงพยาบาล สาธารณูปโภค เช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน การผลิตและจำหน่ายน้ำ หรือไฟฟ้า น่าจะใช้ค่า PE เป็นหลักได้ หุ้นสถาบันการเงิน เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาจใช้ค่า PE ประกอบกับค่า PB ในการประเมินมูลค่าหุ้นได้ ค่า PE พูดถึงการทำกำไร แต่ค่า PB ก็มีประโยชน์ เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่ของธนาคาร เป็นเรื่องเงินที่น่าจะมีมูลค่าตลาดใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี PB ที่ต่ำหรือสูงสามารถบอกถึงความถูกความแพงได้ หุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโต และมีศักยภาพที่จะกลายเป็นซูเปอร์สต็อก บางทีการใช้ค่า PE และ PB อาจไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอ เราอาจมองถึง Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้น ในระยะยาวควรเป็นเท่าไร หรือไม่ก็เทียบกับหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ ในตลาดว่าในที่สุด จะมีมูลค่าถึงแค่ไหนเป็นต้น

หุ้นที่มีกำไรไม่สม่ำเสมอหรือเป็นวัฏจักรนั้น การใช้ค่า PE คงไม่เหมาะสม การใช้ค่า PB ต้องดูว่ามูลค่าทางบัญชี ใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดของทรัพย์สินหรือไม่ ถ้าใช่ หรือสามารถปรับมูลค่าทางบัญชีให้ใกล้เคียงกับราคาตลาด การใช้ค่า PB อาจจะมีประโยชน์และดีกว่าค่า PE การประเมินด้วยวิธีการแบบนี้ความแม่นยำอาจจะน้อย กรณีส่วนใหญ่ เราอาจต้องยอมรับอย่างที่ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า "Too Hard" หรือ "ยากเกินไป" ดังนั้น เราไม่ประเมินดีกว่า

การใช้ตัวเลขหรืออัตราส่วนหลายๆ ตัวมาช่วยประกอบกัน รวมถึงการให้น้ำหนักของปัจจัยในการกำหนดมูลค่าของหุ้น เช่น ปันผล การเติบโตของกิจการ กระแสเงินสดที่ได้รับ และองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งที่ดีและไม่ดีของบริษัท ช่วยให้เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะใช้เทคนิคและความรู้ความเข้าใจแค่ไหน พึงระลึกเสมอว่า ศาสตร์และศิลป์ของการประเมินมูลค่าของกิจการให้ผลสูงสุดแค่ว่า "Approximately Right" หรือถูกแบบ "ประมาณว่า.."ไม่ใช่ถูกแบบตรงเป้า

ดังนั้น การเผื่อความปลอดภัยโดยการซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างน้อยอีก 20-30% จึงเป็นสิ่งจำเป็น และถึงกระนั้น ก็ยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยงลงไปอีก โดยการกระจายการถือหุ้นหลายๆ ตัว อย่างน้อย 5-6 ตัวในกรณีพอร์ตไม่ใหญ่นัก และกว่า 10 ตัวขึ้นไปในกรณีที่พอร์ตค่อนข้างใหญ่ เพื่อที่จะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้ แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงในตลาดหุ้น และหุ้นที่เราลงทุน

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง