อ่านเพิ่มเติม !
จากการสำรวจนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก พบว่ามืออาชีพแต่ละคน จะมีสไตล์และลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคลสำคัญ
ซึ่งสไตล์การลงทุนเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจเปรียบเทียบและตัดสินได้ว่า การลงทุนรูปแบบใด จะเป็นรูปแบบการลงทุนที่ดีที่สุด หรือรูปแบบไหนจะดีกว่ากัน เพราะความสำเร็จของการนำมาใช้ ขึ้นอยู่กับความถนัดและความสามารถของนักลงทุนแต่ละคนเป็นหลัก
สำหรับนักลงทุนในเมืองไทยแล้ว อาจอาศัยแนวทางหรือแนวคิดในการลงทุนของบรรดามืออาชีพเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ ให้สอดคล้องกับลักษณะความถนัดของตัวเอง รวมถึงประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลาด้วย
ทั้งนี้สไตล์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ของมืออาชีพทั่วโลก หากลองนำมาจัดเป็นหมวดหมู่หรือเป็นกลุ่ม อาจพอจะแยกออกได้เป็น 10 ลักษณะ ด้วยกันดังนี้
1. เลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทเดียว (Property Sector Investing) สไตล์การลงทุนแบบนี้ มาจากความเชื่อที่ว่า ภายใต้เงื่อนไขสภาพเศรษฐกิจ และเงื่อนไขประชากรของแต่ละท้องที่ ถ้าวิเคราะห์สำรวจกันจริงๆ แล้ว พบว่า ในระยะยาวแล้วจะมีอสังหาริมทรัพย์เพียงประเภทเดียวเท่านั้น ที่จะดีหรือเด่นกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการลงทุนตามสไตล์นี้ จะเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดเพียงประเภทเดียวเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวิเคราะห์แล้วเชื่อว่าในระยะยาว อาคารสำนักงานจะเกิดการเพิ่มค่า(Appreciation) และให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก อพาร์ทเม้นท์ และโกดังสินค้า ก็จะเลือกที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพียงประเภทเดียว คืออาคารสำนักงาน โดยทำการมองหาอาคารสำนักงานในทำเลที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก
2. ลงทุนตรงข้ามกับคนทั่วไป(Contrarian Investing) สไตล์การลงทุนแบบนี้อิงกับแนวคิดที่ว่า ในสถานการณ์ที่การเกิดเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือมีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ทำให้ภาพรวมการลงทุนซบเซาลง และเกิดบรรยากาศที่ไม่น่าลงทุนขึ้น นักลงทุนโดยทั่วไป มักมีพฤติกรรมตอบสนองต่อข่าวร้ายมากเกินกว่าความเป็นจริงเสมอ โดยมีความโน้มเอียงที่จะขายอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อว่าไม่ดีออกมาในราคาต่ำเกินกว่าความเป็นจริงเสมอ
ตัวอย่างเช่นการเฟื่องฟูของการตลาดทางตรง(Direct Marketing) และอีคอมเมิส(E-commerce) ที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ อาจส่งผลให้นักลงทุนทั่วไป มองภาพตึกแถว แผงค้าหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก ไปในแง่ลบ เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อเหมือนๆ กัน ตามนี้ ก็จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาและต่างขายออกมาในตลาด
ผู้ที่ลงทุนตรงข้ามกับคนทั่วไป ก็จะคอยจนกว่าราคาอสังหาริมทรัพย์สำหรับการค้าปลีกเหล่านี้ มีราคาลดต่ำลงมากๆ ก่อน โดยเข้าซื้อเก็บไว้ เพื่อรอให้นักลงทุนทั่วไปตระหนักว่าอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกนี้ ขายมากเกินไป และราคาต่ำเกินจริง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นราคาก็จะกระเตื้องขึ้นได้
3. ลงทุนตามจังหวะโอกาสในตลาด(Market Timing) สไตล์การลงทุนแบบนี้ อิงกับแนวคิดที่ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นวัฏจักร ตามความเป็นไปของสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละช่วง ปกติจะมีอสังหาริมทรัพย์บางประเภทที่ดีอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มีอสังหาริมทรัพย์บางประเภทที่ไม่ดีด้วย ดังนั้นหากมีความรู้และความเข้าใจในความเป็นไปของอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท ในแต่ละช่วงจังหวะเวลาของวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ ก็จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ได้ดีกว่าคนอื่นได้
4. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงเวลานั้น(Growth Investing) สไตล์การลงทุนแบบนี้ อิงอยู่กับแนวคิดที่ว่าในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลตามมาทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ดีขึ้นนั้น ถ้าสำรวจดีๆ จะพบว่าในแต่ละห้วงเวลา อสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทจะได้รับผลดีไม่เหมือนกัน จะมีอสังหาริมทรัพย์บางประเภทเท่านั้นที่มีการเพิ่มมูลค่าได้ดีหรือสูงกว่าอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยของตลาด ขณะที่อสังหาริมทรัพย์บางประเภท แม้โตเหมือนกัน แต่ก็จะโตต่ำกว่าตลาด
ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนที่ดีที่สุด จึงควรเลือกลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในห้วงเวลานั้นเป็นสำคัญ และด้วยเหตุที่อสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตได้สูงสุด ในแต่ละช่วงเวลา อาจไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ตัวเดิม ดังนั้นเมื่อเวลาเปลี่ยน การลงทุนก็อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนไปยังอสังหาริมทรัพย์ประเภทใหม่ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดเป็นหลัก
5. การลงทุนที่เน้นอิงกับมูลค่าที่ควรจะเป็น(Value Investing) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ตามสไตล์นี้ จะเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง(Undervalued) เป็นสำคัญ ซึ่งปกติแล้ว การจะค้นพบอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะนี้ได้ จะต้องอาศัยการวิเคราะห์และการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างละเอียดเข้ามาช่วย โดยพิจารณา จากความสามารถในการสร้างรายได้ กระแสรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ และโอกาสการเพิ่มค่าในอนาคต
6. การลงทุนจำกัดภายในกลุ่ม(Strategy as to Size of Property) สไตล์แบบนี้จะเน้นเลือกลงทุนในตลาดเฉพาะส่วน ภายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องความต้องการในตลาดได้ดียิ่งขึ้น และทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนในการให้เช่าและต้นทุนในการบริหารจัดการได้
ตัวอย่างเช่น การเน้นเลือกลงทุนเฉพาะในอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นอาคารไม่สูงในย่านชานเมืองเท่านั้น แทนที่จะเลือกลงทุนรวมไปถึงอาคารสำนักงานสูงๆ ขนาดใหญ่ ในย่านใจกลางเมืองด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ จะทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจตลาดอาคารสำนักงานที่ลงทุนได้ดีขึ้น และเกิดความเชี่ยวชาญขึ้นได้
7. เลือกลงทุนเฉพาะกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำมาให้เช่า(Strategy as to Tenants) การลงทุนลักษณะนี้จะเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำมาปล่อยเช่าเป็นสำคัญ อาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาให้เช่ากับครอบครัวหลายครอบครัว เช่นอพาร์ทเม้นท์ หอพัก ห้องเช่า หรือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เช่ากับเพียงครอบครัวเดียว เช่นบ้านเช่า ตึกแถว ก็ได้
ซึ่งการเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่านี้ อาจทำได้ในหลายลักษณะเช่นเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่าระยะเวลาสั้นๆ กับผู้เช่าจำนวนหลายๆ คน ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้แม้จะเสี่ยงในการที่ต้องหาผู้เช่าใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีข้อดีตรงที่เจ้าของจะมีความยืดหยุ่นในการปรับค่าเช่าได้ดีกว่า
หรือนักลงทุนบางคนอาจชอบที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผู้เช่าคนเดียว ในลักษณะของการให้เช่าระยะยาว ซึ่งอสังหาริมทรัพย์แบบนี้จะมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนผู้เช่าน้อย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องการปรับค่าเช่า ซึ่งจะขาดความยืดหยุ่น
8. ลงทุนเพื่อหวังทำกำไรระหว่างตลาด(Arbitrage Investing) สไตล์การลงทุนแบบนี้ ผู้ลงทุนจะต้องมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ความแตกต่างของราคาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีการซื้อขายในตลาดคนละตลาด ว่ามีช่องทางในการทำกำไรได้หรือไม่
ตัวอย่างการทำกำไรลักษณะนี้ เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในตลาดซื้อขายของชาวบ้านทั่วไป แต่มาทำกำไร โดยตั้งเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์(Property Fund) หรือโดยนำมาออกเป็นหุ้นจดทะเบียนขายให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งในกรณีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น ผลจากการทำกำไรระหว่างตลาด จะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าขายหน่วยลงทุน เกินกว่าต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมาโดยนักลงทุน บวกด้วยต้นทุนในการออกหน่วยลงทุนหรือหุ้น
9. ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสพลิกฟื้น หรือฟื้นฟูให้เพิ่มค่าได้(Turnaround /Special Situation/Value-Added Opportunistic Investing) สไตล์นี้ เชื่อว่าความสำเร็จของการลงทุน จะเกิดขึ้นได้กับนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงการใช้ประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ให้เพิ่มค่าขึ้นได้
ปกติกลยุทธ์ลักษณะนี้ที่ทำกันมากที่สุด ก็คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เก่า ที่ต้องการการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือนำมาเปลี่ยนแปลง จากนั้นก็ขายทำกำไร ซึ่งกุญแจความสำเร็จในการลงทุนแบบนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้ได้ในราคาต่ำกว่าตลาด ร่วมกับทักษะในการซ่อมแซม ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอสังหาริมทรัพย์ให้เพิ่มค่าขึ้นได้
10. เลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชั้นดี(Investing in “Trophy or “Blue Chip” Properties) การลงทุนตามสไตล์นี้ จะเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่นอกจากดูดีแล้ว จะต้องตั้งอยู่ในทำเลที่ดีด้วย เนื่องจาก เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ดูดี มีเอกลักษณ์ มีประวัติดี ออกแบบสวย และอยู่ในทำเลดี นั่นคืออสังหาริมทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมที่สุดกับการลงทุนในระยะยาว
บางส่วนจาก ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบมืออาชีพ โดย..อนุชา กุล วิสุทธิ์ สงวนลิขสิทธิ์: ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง และนำข้อมูลไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาต