1) "เงินไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน" จะบริหารเป็นการลงทุนระยะสั้น เช่น เงินฝาก ตั๋วแลกเงิน หรือเงินฝากปลอดภาษี เป็นต้น
2) "เงินการศึกษาบุตร" เงินส่วนนี้จะเห็นระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างชัด ว่าเงินที่เขาจะต้องใช้เรียนปริญญาตรี-โท เท่าไร ปัจจุบันอายุลูกเท่านี้ ยังเหลือระยะเวลาการลงทุนเท่านี้ ทุกอย่างจะค่อนข้างชัดเจน เงินลงทุนส่วนนี้ก็ต้องปลอดภัยระดับหนึ่ง เพราะเป็นเงินของลูกส่วนใหญ่จะลงทุนระยะค่อนข้างยาวเน้นไปที่หุ้นกู้ที่มีคุณภาพดีเป็นหลัก รวมถึงการลงทุนที่มีความผันผวนในระยะยาว เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ กองทุนผสม เป็นต้น
3) "เงินเพื่อเกษียณของตัวเอง" เนื่องจากตัวเองเชื่อในหลักการของการกระจาย เงินลงทุน ภาพที่มองจะเป็นภาพระยะยาว 3-5 ปี ไม่ได้มองภาพการลงทุนในระยะสั้น 3-6 เดือน พอร์ตการลงทุนส่วนนี้จะประกอบไปด้วย "หุ้น" ประมาณ 30% "ตราสารหนี้" ประมาณ 50% และที่เหลืออีก 20% เป็น "การลงทุนทางเลือก" เช่น ทองคำน้ำมัน รวมทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนในหุ้นระดับ 30% ก็ถือว่าเหมาะสมกับวัยและเนื่องจากตัวเองอยู่ในแวดวงการลงทุนและเชื่อมั่นการลงทุนในหุ้นก็ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมของตัวเอง โดยจะเน้นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก่อนเป็นอันดับแรกๆ เพราะช่วยสร้างวินัยการลงทุนไปในตัวด้วย สำหรับการลงทุนทางเลือกจะเน้นไปในส่วนที่เป็นทองคำเพราะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองเนื่องจากทองคำมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นในทิศทางตรงข้ามในบางช่วงเวลา
"การจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองก็จะใส่เพิ่มในลักษณะของการจัดสรรเงินลงทุนซึ่งปกติจะทำปีละครั้ง กระจายไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนในช่วง 6-10% แล้วแต่จังหวะในการจัดสรรเงินลงทุนนั้นๆ ด้วย ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการจัดสรรเงินลงทุนเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก กองทุนรวมในปัจจุบันก็เข้าถึงได้ง่ายและมีครบแทบจะทุกประเภทโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก จึงอยากแนะนำให้คนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ อาจจะยังมีเงินไม่มากแต่ก็สามารถใช้แนวคิดนี้ในการจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองผ่านกองทุนรวมได้เช่นกัน เพราะมีเงินลงทุนไม่มากเพียงไม่กี่หมื่นบาทก็สามารถจะจัดสรรเงินลงทุนได้แล้ว"
มณฑล ยังบอกอีกว่า การลงทุนของตัวเองจะเน้น "วินัย" เป็นหลัก ซึ่งวินัยนี้จะสอดคล้องกับ 2 เรื่อง ได้แก่ 1) "เวลาเติมเงินจะเติมแบบมีระบบ" จะเน้นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้นการใช้วินัยจะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และ 2) "เวลาผลตอบแทนถึงเป้าหมายต้องขาย" นี่ก็เป็นเรื่องของวินัยเช่นเดียวกัน เมื่อผลตอบแทนถึงเป้าหมายระดับหนึ่งก็ต้องมองหาสินทรัพย์อื่นที่จะลงทุนต่อแล้ว เป็นการเติมเงินในระดับของ Asset Allocation ข้อดี คือ เป็นการใส่เงินไปหลายสินทรัพย์พร้อมกันเสมือนหนึ่งกับพอร์ตโฟลิโอก็ได้กระจายความเสี่ยงไปเรื่อยๆ
มณฑล มองว่า เรื่องของการจัดสรรเงินลงทุนนั้นไม่ยากเกินไป หากนักลงทุนตรวจสอบตัวเอง ใน 4 เรื่องนี้แล้วมีความพร้อม แนวคิดก็จะมาเอง คือ 1) ถามตัวเองดูว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน 2) ต้องรู้อายุของเงินในกระเป๋าตัวเองว่าก้อนนี้เป็นเงินสั้น กลาง หรือยาว 3) ต้องรู้ว่าเงินสั้น-กลางยาวของตัวเองมีวัตถุประสงค์อะไร จะออมหรือลงทุนไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด และ 4) ต้องทำความรู้จักกับทรัพย์สินที่จะลงทุนว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงและผลตอบแทนเป็นเช่นไร ถ้านักลงทุนมีครบองค์ประกอบ 4 ประการนี้ เชื่อมั่นว่าแนวคิดในการจัดสรรเงินลงทุนจะมาเอง
มณฑล ฝากไว้ว่า "ไม่มีสูตรสำเร็จในเรื่องการลงทุนสำหรับใคร" ทุกอย่างเป็นเรื่องของการเรียนรู้และหาสิ่งที่ใช่ให้กับตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่ดีและน่าจะเป็นประโยชน์ก็คือเรื่องของ "การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)" นั่นเอง
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย