
ในภาวะปกติ เหตุการณ์ที่คนเราซื้อบ้านแล้วไม่ได้บ้าน ซื้อคอนโดแล้วสร้างไม่เสร็จ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ยิ่งพอเป็นช่วงนี้....ช่วงที่เศรษฐกิจ ไม่ได้อยู่ในขาขึ้น เหตุการณ์พวกนี้ เรายิ่งต้องระวัง

ในภาวะปกติ เหตุการณ์ที่คนเราซื้อบ้านแล้วไม่ได้บ้าน ซื้อคอนโดแล้วสร้างไม่เสร็จ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ยิ่งพอเป็นช่วงนี้....ช่วงที่เศรษฐกิจ ไม่ได้อยู่ในขาขึ้น เหตุการณ์พวกนี้ เรายิ่งต้องระวัง
การมองผู้ประกอบการหรือโครงการให้ออกและแยกประเภทผู้ประกอบการให้เป็น น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคตาดำๆ อย่างเรา ควรจะมีความรู้ แล้วหาข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ก่อนจะควักเงินก้อนใหญ่ในชีวิต หรือยอมกู้เงินหลักล้าน เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโด
บทความชิ้นนี้เป็นการแชร์ความรู้จากประสบการณ์การทำงานของผู้เขียนที่ได้เจอกับผู้ประกอบการทุกประเภท ทุกระดับ ไม่ว่าจะระดับมหาชน ยอดขายระดับหมื่นล้าน หรือผู้ประกอบการรายเล็ก ที่เพิ่งเริ่มโครงการแรก
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาเหล่านี้นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จและไม่ได้ฟันธงได้ว่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แค่เป็นการบอกใบ้ให้ดูอาการของโครงการ ที่ควรระมัดระวัง บอกเคล็ดลับให้ดูอาการแปลกๆ ของโครงการที่ทำไปแล้วไม่น่าจะรอด ครับ
ก่อนอื่นขอแยกประเภทของผู้ประกอบการออกมาก่อน แล้วค่อยมาใส่ระดับความมั่นใจ อีกครั้ง
ขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่/บริษัทมหาชน มีโครงการในมือจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้จะพูดถึงบริษัทที่มียอดขายต่อปีระดับ +/- 10,000 ล้านบาทขึ้นไปเป็นหลัก
บริษัทในระดับนี้มักจะมีฐานะการเงิน มีงบการเงินที่ค่อนข้างแข็งแรง จึงทำให้สามารถระดมทุนได้หลากหลายวิธี มีประเภทของเงินกู้ที่หลากหลาย แถมยังมีความสามารถในการขอสินเชื่อเพิ่ม เพราะบริษัทกลุ่มนี้ก็มักจะมี Available credit line รองรับการบริหารงานอยู่ในระดับหนึ่ง
ที่สำคัญ คือ จำนวนโครงการที่พัฒนา สำหรับกลุ่มนี้ จำนวนโครงการที่เปิดขายอยู่จะอยู่ระดับ 20 - 30 โครงการขึ้นไป หลายรายมีในมือ 30 - 40 โครงการ ณ ขณะใดขณะหนึ่งเลยทีเดียว
“จำนวนโครงการที่เยอะ (ใช้อธิบายได้ สำหรับประเภทอื่นๆ ด้วย) ทำให้เกิดการกระจายของระยะเวลาการใช้เงิน และระยะเวลาที่จะได้เงินกลับมา”
อธิบายให้เห็นภาพเพิ่มว่า ถ้าเป็นบริษัทที่มีโครงการในมือประมาณ 20 โครงการ และทำธุรกิจนี้ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ใน 20 อาจจะมีโครงการที่ชำระคืนหนี้แบงค์ไปแล้ว โครงการที่ยังมีของเหลือขายอยู่ซัก 5 โครงการ มีโครงการที่กำลังทำอยู่ แล้วก็กู้เงินแบงค์อยู่ สร้างอยู่ขายอยู่อีกสัก 10 โครงการ ซึ่งใน 10 โครงการนี้ก็มีที่ขายได้แล้วไม่ถึงครึ่ง กับที่ขายไปเกินครึ่งแล้ว แล้วก็มีโครงการที่กำลังจะเริ่มหน้างานก่อสร้างอีกสัก 5 โครงการ เป็นต้น
“สรุปก็คือใน 20 โครงการ ที่กำลังดำเนินการอยู่เนี่ย มันไม่ได้ใช้เงินพร้อมกัน โครงการที่จะจบแล้ว ก็กำลังออกดอกออกผลเป็นกำไรออกมา”
บริษัทระดับนี้มีจำนวนมากกว่าประเภทแรก มีตั้งแต่ยอดขายต่อปีหลักร้อยล้าน ไปจนถึงหลายพันล้านบาท
กลุ่มนี้ จะมีความหลากหลาย ทั้งในแง่นโยบายการลงทุน แนวทางการพัฒนาโครงการ มุมมองในการบริหารโครงสร้างทางการเงิน และยังมีความมีส่วนร่วมของเจ้าของอยู่ค่อนข้างมาก
บริษัทประเภทนี้ ส่วนใหญ่มีความสามารถในการได้เงินกู้จากสถาบันการเงินและตลาดเงิน ตลาดทุนได้พอสมควร แต่อาจจะไม่คล่อง ไม่หลากหลายเท่ากับผู้ประกอบการประเภทแรก และจะต่างกันมาก หาก
บริษัทในกลุ่มนี้ บริษัทใด...ไม่มีหรือมีระดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต ที่ต่ำกว่าระดับที่ควรลงทุน จากผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต อย่าง TRIS* หรือ Fitch*'
(* ธนาคาร ผู้ลงทุนสถาบันต่างๆ รวมทั้งคนในภาคการเงิน เค้าดูRating และความเห็นจาก Rating agency พวกนี้ประกอบ เวลาจะให้สินเชื่อหรือลงทุน)
จำนวนโครงการในมือ ก็มีความสำคัญเหมือนกับประเภทอื่นๆ บางบริษัทก็มีโครงการจำนวนมาก มากพอที่จะกระจายและลดความเสี่ยงให้กับภาพรวมได้เช่นกัน แต่ถ้าบริษัทไหนในกลุ่มนี้ มีจำนวนโครงการเป็นจำนวนเลขตัวเดียวต้นๆ....น่าจะต้องหาข้อมูลเพิ่ม(ต้องดูหน่อยละ)
ประวัติที่พูดถึงนี้ เราพูดถึงแต่ประวัติได้ที่ดี เพราะประวัติที่ไม่ดีเนี่ย อันนี้ถือว่าขอให้ตกสำรวจไปเลยละกัน (เพราะถ้าใครจะซื้อโครงการของผู้ประกอบการรายไหน แล้วเคยได้ยินข่าวมาว่า เจ้านี้...โกง, เจ้านี้...เพิ่งยกเลิกโครงการที่แล้ว, เจ้านี้...ทำโครงการที่แล้ว ไม่จบ หรือเจ้านี้...มีคดีกับผู้ซื้อรายย่อยเพียบ แล้ว...ยังอยากซื้อ เพราะคิดว่า เราคงไม่โดน!!! อันนี้ก็แล้วแต่ วิจารณญาณของแต่ละท่านแล้วล่ะ !!)
กลับมาที่ผู้ประกอบการประเภทที่ 3 ประเภทนี้มีเยอะ และบางทีคนทั่วไปก็มักจะไม่รู้ เรียกว่า เป็นของดีกันเลยทีเดียว
ครับ เราพูดถึงผู้ประกอบการที่ทำมานานๆ ทำมาหลายโครงการ บางทีทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำกันมา 10 - 20 ปี ทำมาเอาว่า เกิน 5 โครงการขึ้นไป ถ้าจบหมดแล้วในช่วงซัก 10 กว่าปี นี่ต้องถือว่า "ใช้ได้ละ"
ตั้งสมมุติฐานก่อนว่า
- บริษัทเดิม หรือเจ้าของคนเดิม
- คนทำเป็นเจ้าของหลักจริงๆ ไม่ใช่แค่ มือปืนรับจ้างทำโครงการ
- ประมาณการว่าทำโครงการเฉลี่ยมูลค่า โครงการละ 200 ล้านบาท (5 โครงการ ก็รวม 1,000 ล้านบาท)
ถ้าใกล้เคียงหรือประมาณนี้ หมายความว่าตลอด 10 ปีมานี้ ผู้ประกอบการเจ้านี้ควรจะมีกำไรจากโครงการที่จบไปแล้ว 5 โครงการ อย่างน้อยเกือบๆ 200 ล้านบาท (สะสมตลอด 10 ปีนะ)ความหมายก็คือ ผู้ประกอบการประเภทนี้มีกำลังสะสมพอสมควร และที่สำคัญกว่านั้น คนกลุ่มนี้…มีชื่อเสียงต้องรักษา!!
จะบอกว่าหัวโบราณ เพราะเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า..มีผล โดยส่วนใหญ่คนที่ออกมาแสดงตัวในที่แจ้ง มักจะกล้ารับผิดชอบและไม่อยากเป็นเป้า หรือถูกมองในทางที่ไม่ดีอยู่แล้ว และยิ่งธุรกิจนี้อาศัยการบอกต่อ อาศัยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคซื้ออยู่พอสมควร ดังนั้น กรณีที่เจ้าไหนทำอยู่ในทำเลเดิมๆ โซนเดิมๆนี่ ต้องถือว่า...น่าสนใจ
เป็นประเภทที่บอกไม่ได้ ต้องอ่านต่อ....ไปจนถึง วิธีสังเกต
อันนี้ก็ไม่ได้จะกีดกัน แบ่งแยกหรือใช้มาตรฐานในการมองให้ต่างไปนะ แต่ถ้าเราไปดูโครงการไหนแล้วถามเซลล์ก็แล้ว ลอง google ดูก็แล้ว ยังไม่เจออะไรเลย เจอแต่ที่เค้าโฆษณาโครงการปัจจุบัน เพราะเป็นบริษัทตั้งใหม่ ไม่เคยทำโครงการ ไม่มีประวัติ ไม่มีตัวตน
บริษัทประเภทนี้ น่าจะมีเยอะพอสมควรและมีความแตกต่างกัน หลากหลายยิ่งกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่ขอแยกย่อยออกเป็น 2 พวกหลักๆ คือ
สำหรับบริษัทอสังหาฯประเภทที่ 4 หรือทั่วไปๆ อยากให้ใช้วิธีการสังเกตุและศึกษาข้อมูลเป็นหลัก ทั้งการดูเอกสารและดูหน้างาน,เรียงตามความสำคัญ ทั้งนี้
1.หน้างานก่อสร้าง: เริ่มไปขนาดไหน มีความคืบหน้า ตามที่ควรจะเป็นมั้ย มีคนงานทำงานอยู่ในนั้นมั้ย เช่น ถ้าเซลล์บอกว่า คอนโดนี้ จะเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ภายใน 1 ปี แต่ ณ วันนี้ ยังไม่เห็นโครงสร้างขึ้นมาถึงชั้น 2 – 3 เป็นอย่างน้อยนี่...ไม่น่าใช่ละ (ยกเว้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือคนที่จ้างผู้รับเหมามืออาชีพมากๆ)
2.มีธนาคารสนับสนุนวงเงิน :เพื่อการก่อสร้างโครงการหรือยัง ถามหรือดูในโปรชัวร์ก็ได้ ข้อเท็จจริงโครงการ ปกติเค้าจะต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบอยู่แล้วว่า ที่ดินโครงการจดจำนองอยู่กับสถาบันการเงินหรือไม่ สถาบันการเงินชื่ออะไร เรามีสิทธิถามได้ จะให้ดีถามไปให้ชัดๆ เลยว่า มีวงเงินเพื่อการก่อสร้างจากธนาคารแล้วด้วยใช่มั้ย
3.สำนักงานขาย: เก่ามากมั้ย เทียบกับหน้างานก่อสร้าง ถ้าหน้างานก่อสร้างเริ่มไประดับนึงแล้ว(เห็นโครงสร้าง เห็นปูนเยอะแล้ว) อันนี้ อนุโลมให้สำนักงานขายเก่าได้ เพราะผู้ประกอบการก็จะไปเน้น4.การก่อสร้างให้เสร็จ และก็จะหวังว่า เดี๋ยวจะใช้บ้านจริงหรือห้องในคอนโดจริงๆ หรือใช้club house จริงๆ ไม่ว่าจะของหมู่บ้านหรือคอนโดเป็นสำนักงานขายต่อจากนี้
4.การอ้างถึงโครงการที่ผ่านมา: เวลาคุย เซลล์มีการอ้างถึงประวัติผู้ประกอบการให้ทราบบ้างมั้ย อันนี้ถ้ารายใหญ่ ทำมาเยอะก็ผ่านข้อนี้ไปสบายๆ แต่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เค้าพูดชื่อ พูดยี่ห้อมาแล้ว เราไม่รู้จักเนี่ย เราน่าจะต้องถาม และอย่างน้อยเซลล์นั่นแหละที่ต้องรีบบอก
5.ยอดขายโครงการ: โครงการควรมียอดขายพอสมควร ไม่ได้ขายมานานเกินไป ซึ่งเรา ควรจะถามชาวบ้าน คู่แข่ง ว่าโครงการนี้ขายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วย ไม่ใช่ถามเซลล์อย่างเดียว พอไปเดินๆถามชาวบ้านแถวๆนั้น เดี๋ยวก็รู้เองว่า ขายดี ขายไม่ดี มีทะเลาะกับใครบ้าง ยิ่งถ้าไปเจอโครงการที่ดูเหมือนจะเสร็จแล้ว 100% มาสักพัก แต่ดันยังไม่มีใครเข้าไปอยู่ ไม่มีใครตากผ้าเลย...อันนี้ ถือว่า แปลกมาก ไม่ค่อยเกิด แต่ยิ่งต้องระวัง
6.ขนาดโครงการ : โครงการที่เราไปดูควรจะมีขนาดเท่าๆหรือมีลักษณะเหมือนโครงการ เดิมๆของผู้ประกอบการรายนี้ ไม่อยากให้เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุด โครงการที่มีจำนวนยูนิตมากกว่าเดิม 2-3 เท่าตัวจากโครงการที่ผู้ประกอบการรายนี้เคยทำ ไม่ว่าจะบมจ. หรือบริษัทจำกัด (เพราะเวลาไม่ลงทุนเกินตัวและไม่มีภาระหนี้เยอะเกินไป พวกประเภท 1 – 3 จะค่อนข้างแข็งแรงมาก ยิ่งถ้าเค้ามีจำนวนโครงการในมืออยู่หลายโครงการ)
7.การกระจายโครงการ: มีการเปิดโครงการสม่ำเสมอขนาดไหน ไม่ใช่ปีนี้เปิดตัว โครงการขนาดใหญ่พร้อมกัน 5 โครงการ แต่ทำโครงการทั้งหมดแค่ 7 โครงการ เพราะมีโครงการก่อนหน้านี้เล็กๆ มาแค่ 2 โครงการ ข้อนี้จะเห็นชัดและตรงข้ามกับพวกแบรนด์เก่าๆ ทำมานานๆ ผ่านโครงการมาแล้ว หลายสิบโครงการ แต่ช่วงนี้เปิดตัวแค่ปีละ 1 – 2 โครงการ

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย