หากจะตอบคำถามนี้ก็คงต้องย้อนไปถึงที่มาของข้อกำหนดดังกล่าวซึ่งก็คือกฏหมายจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 นั่นเอง โดยกำหนดว่าในระหว่างที่ผู้จัดสรรยังมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค หรือในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เงินค่าส่วนกลางที่จัดเก็บจากผู้ซื้อล่วงหน้า 1-2 ปีนั้นสามารถนำไปใช้จ่ายเฉพาะค่าบริการสาธารณะ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการจัดสรรที่ดินที่ได้กำหนดไว้ตอนขออนุญาตจัดสรรที่ดินเท่านั้น
นั่นก็คือถ้าเจ้าของโครงการไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้ในขั้นตอนการยื่นขออนุญาตจัดสรรว่าจะเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อ ก็จะไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ นอกจากนี้อัตราที่จัดเก็บก็ต้อองเป็นไปตามอัตราที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเท่านั้น
โดยที่คำว่า “บริการสาธารณะ” หมายถึงการให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดสรร ดังนั้นค่าส่วนกลางที่จัดเก็บล่วงหน้าจึงสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น ค่าไฟฟ้าแสงสว่างส่วนกลาง,ค่าบริหารจัดการหมู่บ้าน, ค่าพนักงานหมู่บ้าน, ค่าจัดเก็บขยะ, ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัย, ค่าพนักงานรักษาความสะอาด เป็นต้น ในขณะที่หากเป็นค่าว่อมแซมถนน, ค่าดูแลรักษาสวนหย่อม, ค่าน้ำประปาส่วนกลาง หรือค่าลอกท่อระบายน้ำส่วนกลางจะเก็บไม่ได้ เนื่องจากถือว่าเป็นบริการหรือการรักษาดูแลสาธารณูปโภคซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรไม่ใช่ผู้ซื้อ
ต่อเมื่อผู้จัดสรรพ้นจากหน้าที่การดูแลรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรและมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว จึงจะมีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บก็ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดเช่นกัน
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย