โดยส่วนใหญ่แล้วในระหว่างการก่อสร้าง จะมีการเปิดขายห้องชุดกันไปแล้วล่วงหน้า และมีการทำสัญญาขึ้นมาเพื่อ ขายห้องชุดที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างนั้น เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หรือที่เรียกกันว่า “สัญญาจอง”
สัญญาจะซื้อจะขายที่ว่ามักมีปัญหาในภายหลัง เพราะเป็นเพียงสัญญาซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องของอนาคต และหากมีข้อพิพาทก็ต้องพึ่งศาลให้เป็นผู้พิจารณาพิพากษา ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันโอกาสที่จะเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้จะซื้อกับเจ้าของโครงการก็มีมากยิ่งขึ้น
โดยหลักแล้วปัญหาจะเกิดขึ้นอาจเกิดได้ในสองลักษณะคือ หนึ่ง อาคารที่จองซื้อไว้สร้างไม่เสร็จ หรือเสร็จไม่ทัน และไม่อาจจดทะเบียนอาคารชุด และจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ หรือ
สอง ส่วนประกอบของอาคาร หรือเงื่อนไขในการขึ้นโครงการไม่ครบถ้วนตามที่โฆษณาไว้ในตอนแรก และต้องมีการฟ้องร้องกันในภายหลัง
ตามหลักกฎหมายสัญญาจะซื้อ จะขายเป็นเพียงบุคคลสิทธิ คือสิทธิเหนือบุคคล ไม่ใช้ทรัพยสิทธิ หรือสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น ดังนั้นหากเกิดปัญหาต่าง ๆ จนทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ ผู้ซื้อจะต้องเรียกร้องให้เจ้าของโครงการนั้น ๆ รับผิดชอบ และบังคับเอากับเจ้าของโครงการในภายหลัง แต่หากเจ้าของโครงการไม่มีเงิน หรือทรัพย์สินที่จะจ่ายคืน ผู้จะซื้อก็ต้องยึดทรัพย์สินมาชำระหนี้ หากมีทรัพย์มากพอก็เอามาชำระหนี้ได้หมด แต่หากมีทรัพย์สินไม่พอก็จะต้องนำมาเฉลี่ยกันไป
แต่ขณะนี้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น โดยหากผู้จะซื้อได้รับความเดือดร้อนไม่เป็นธรรมจากการจองซื้อห้องชุด หรือไม่สามารถรับโอนห้องชุดได้ภายในกำหนด ผู้จะซื้อสามารถปฏิเสธการรับโอน ขอเลิกสัญญาจอง หรือนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายได้ง่าย ๆ
โดยผู้เสียหาย (ผู้จะซื้อ) ที่เป็นผู้บริโภคหากได้รับเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมสามารถมาที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศ เพื่อพบเจ้าพนักงานคดีคุ้มครองผู้บริโภค เล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง หรือที่เรียกว่า ฟ้องด้วยวาจา เจ้าพนักงานจะเป็นผู้เขียนคำฟ้องส่งศาลให้ แล้วศาลจะนัดคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยภายใน 30 วัน โดยศาลจะส่งหมายให้เอง ผู้เสียหายไม่ต้องจ่ายค่าขึ้นศาลร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์อีกต่อไป รวมทั้งไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างฟรีหมด (จากเดิมที่ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องคดีและจ้างทนายเอง)
ที่มา: เดลินิวส์