ที่อยู่อาศัยประเภท “อาคารชุด” นับวันจะมีบทบาทต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมไทยมากขึ้น พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 จึงถูกบัญญัติขึ้น เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ และควบคุมธุรกิจประเภทนี้ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในอาคารชุดเดียวกัน สามารถถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารส่วนที่เป็นของตนแยกจากกันเป็นสัดส่วน แต่ตราบใดที่ยังสร้างไม่เสร็จ ยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด กรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อห้องชุดก็ยังไม่เกิดขึ้น
ยิ่งกว่านั้นจะปรากฏว่าระหว่างกำลังก่อสร้างโครงการ ผู้ประกอบการได้มีการเปิดขายห้องชุดกันไปล่วงหน้าก่อนแล้ว แต่สัญญาที่ทำขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายห้องชุดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้น เป็นแต่เพียงสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น หรือที่เรียกกันโดยติดปากว่า “สัญญาจอง” นั่นเอง
สัญญาจองหรือสัญญาจะซื้อจะขายนี่เองมักมีปัญหาข้อพิพาทถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งก็พอจะแบ่งได้เป็น 2 กรณีคือ (1) โครงการที่ผู้ซื้อจองไว้นั้นสร้างต่อไปไม่สำเร็จไม่อาจจะไปจดทะเบียนนิติบุคคลแบ่งแยกกรรมสิทธิ์การถือครองห้องชุดได้ หรือ (2) องค์ประกอบและเงื่อนไขของตัวโครงการไม่ครบถ้วนตรงตามที่ได้บอกกล่าวหรือโฆษณาขายเอาไว้ในตอนแรก
โครงการที่ไม่ทำตามสัญญาหรือที่ได้โฆษณาไว้ เช่นบอกว่าโครงการมีลิฟต์ 6 ตัว พื้นปูหินอ่อน รถสามารถจอดได้ถึง 800 คัน มีห้องประชุมขนาดใหญ่และขนาดเล็กหลายห้อง มีสระว่ายน้ำ มีสนามเทนนิส ถ้าเป็นคอนโดตากอากาศก็บอกว่าที่ติดทะเล ห้องชุดทุกห้องสามารถมองเห็นทะเลได้ชัดเจน เป็นต้น แต่พอโครงการเสร็จแล้วไม่มีองค์ประกอบตามที่ให้สัญญาไว้
กรณีแบบนี้ก็เคยมีการฟ้องร้องทางแพ่งกันมาแล้ว ซึ่งผู้จองมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่รับโอน พร้อมทั้งขอให้เจ้าของโครงการส่งเงินค่าจองคืนพร้อมกับดอกเบี้ย หรือจะบังคับให้เจ้าของโครงการทำองค์ประกอบให้ครบตามที่ได้สัญญาไว้ ส่วนความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกง ในความเห็นส่วนตัวแล้วเห็นว่าครบองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้อื่นยอมจ่ายเงินจองให้โดยทุจริต ซึ่งสามารถดำเนินคดีเพื่อลงโทษเจ้าของโครงการได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน
อย่างไรก็ตามการบรรเทาความเสียหายดังกล่าวข้างต้น ผู้จองที่ได้รับความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจะต้องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรม บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น และเอาผู้กระทำผิดไปลงโทษนั้นจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ หากมีพยานหลักฐานครบถ้วนก็จะดำเนินการได้อย่างบรรลุผล
ที่กล่าวมานี้เป็นหลักปฏิบัติและผู้จองซึ่งเป็นประชาชนจะต้องพึ่งตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาในสภาพกฎหมายใช้บังคับในปัจจุบัน.ดินสอพอง[email protected]
ที่มา: เดลินิวส์