สัญญาจองซื้อ กับ สัญญาจะซื้อจะขาย

“สัญญาจองซื้อ” เป็นสัญญาลักษณะใหม่ ที่ปัจจุบันผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้แทน “สัญญาจะซื้อจะขาย” กันอยู่บ่อยๆ เพื่อใช้เลี่ยงข้อจำกัดในการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นในฝั่งผู้ชื้อได้

 

ทั้งนี้มูลเหตุสำคัญที่ผู้ขายนิยมให้ผู้ซื้อมาทำสัญญาจองซื้อแทน เนื่องจากในการทำธุรกิจบ้านจัดสรร ตามขั้นตอนปกติผู้ประกอบการจะต้องไปซื้อ ที่ดินมาก่อน เสร็จแล้วก็จะทำแผนผังไปขออนุญาตจากหน่วยงานราชการต่างๆ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะสามารถทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เปิดการขาย ระหว่างนั้นก็จะต้องทำเรื่องแบ่งแยกหรือรวมที่ดินให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

 

แต่มีผู้ประกอบธุรกิจบางราย เลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยต้องการขาย ในระหว่างที่ยังไม่สามารถซื้อที่ดินได้ หรือมีที่ดินแล้ว ยังไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ เป็นการล่วงหน้า จึงเลี่ยงมาใช้สัญญาจองซื้อ แทนที่จะเป็น สัญญาจะซื้อจะขายแทน

 

นั่นคือขั้นตอนการปฏิบัติโดยปกติ เมื่อผู้ซื้อตกลงใจที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ก็จะต้องวางเงินจองเอาไว้ก่อน ทางผู้ขายก็จะออกใบรับเงินจองให้ แล้วนัดวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานนักหลังจากนั้น


โดยสัญญาจะซื้อจะขายนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ขาย ทางการได้กำหนดให้เป็นสัญญามาตรฐาน ควบคุมให้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางการกำหนดด้วย เช่นเงื่อนไขการเรียกร้องความเสียหาย กรณีผู้ซื้อผู้ขายผิดสัญญา ซึ่งต้องเป็นไปในลักษณะเท่าเทียมกัน

 

หรือกรณีเป็นสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ต้องเปิดโอกาสให้สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้เสรีโดยเจ้าของโครงการไม่สามารถเลือกเก็บค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ได้ เป็นต้น

 

ด้วยข้อจำกัดลักษณะนี้ ในสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจบางราย ต้องการเลี่ยงข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้สามารถเปิดขายอสังหาริมทรัพย์ได้ก่อน ในระหว่างที่ยังไม่สามารถซื้อที่ดินได้ หรือมีที่ดินแล้ว ยังไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ และเพื่อเป็นการเลี่ยงเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีในสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ซื้อ โดยเลี่ยงมาใช้สัญญาจองซื้อ มาใช้แทน สัญญาจะซื้อจะขาย

 

ซึ่งการทำสัญญาจองซื้อนั้น ในวันที่ตกลงใจซื้อก็จะวางเงินแบบเดียวกัน แล้วก็นัดเข้ามาทำ “สัญญาจองซื้อ” ซึ่งไม่ใช่สัญญาจะซื้อจะขาย แต่สัญญาจองซื้อนี้ระบุเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องผ่อนเงินดาวน์ไปเรื่อยๆ ตามรายการแนบท้ายสัญญา ซึ่งปกติก็จะเป็นเงินดาวน์ในสัญญาจะซื้อจะขายนั่นเอง

 

นอกจากนั้นยังระบุเงื่อนไขต่อไปว่าหากผู้ขายได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างจากหน่วยงานราชการแล้ว ผู้จะซื้อจะต้องเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขาย และมักมีเงื่อนไขระบุว่าหากไม่มาทำสัญญาจะซื้อจะขาย จะถือเป็นการยกเลิกสัญญาและจะริบเงินมัดจำทั้งหมด

 

แต่หากครบกำหนดผ่อนชำระและผู้จะขายไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ ก็จะคืนเงินให้แต่ไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งข้อกำหนดส่วนนี้แตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้หากเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้ซื้อมีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญา เมื่อครบกำหนดผู้ขายก็มีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือบ้าน

 

หากฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญาผู้ขายก็สามารถยกเลิกสัญญา แล้วริบเงินมัดจำหรือเงินดาวน์ที่ผ่อนมาแล้วได้ตามกฎหมาย ในทางกลับกันหากผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อก็สามารถฟ้องให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือบ้านก็ได้ หรือยกเลิกสัญญาแล้วให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่รับเงินแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ก็ได้แล้วแต่จะเลือก

 

แต่ถ้าเป็นสัญญาจองซื้อ หากผู้ขายไม่ยอมขึ้นโครงการ ผู้ซื้อก็ทำได้เพียงอย่างเดียวคือเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยจะบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ ไม่ได้ เพราะไม่มีการกำหนดสิ่งที่ผู้ขายจะต้องปฏิบัติตอบแทนไว้เช่นนั้น และปัจจุบันยังไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลเพราะเป็นเรื่องที่นักกฎหมายคิดขึ้นมาใหม่

 

บางส่วนจาก ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบมืออาชีพ โดย..อนุชา กุล วิสุทธิ์
สงวนลิขสิทธิ์: ห้ามมิให้ทำซ้ำ ดัดแปลง และนำข้อมูลไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาต

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง