เมื่อตัดสินใจทำสัญญาว่าจ้างให้ผู้รับเหมาแล้ว ควรพิจารณารายละเอียดในสัญญาให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งงวดงาน การรับประกันสิ่งปลูกสร้าง กำหนดเวลาแล้วเสร็จหรือเงื่อนไขอื่น ๆ จนเป็นที่พอใจ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาข้อขัดแย้งในภายหลัง เพราะหากดำเนินการก่อสร้างไปแล้วเกิดข้อขัดแย้งจะทำให้เกิดผลกระทบในทางลบของทุกฝ่าย
สาระสำคัญของสัญญาว่าจ้างและจำเป็นต้องระบุไว้คือ กำหนดระยะเวลาการก่อสร้างที่ชัดเจน ตั้งแต่วันเริ่มต้น-วันสิ้นสุดสัญญาก่อสร้าง รวมทั้งเรื่อง “ค่าปรับ” ซึ่งทั่ว ๆ ไป อยู่ประมาณ 0.02-0.05% ต่อวัน ในทางปฏิบัติปัญหาหรือเหตุล่าช้าอาจเกิดจาก ผู้รับเหมา หรือผู้ว่าจ้างได้ทั้งสิ้น
การชำระค่างวดงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทั้งนี้การแบ่งชำระค่างวดงานจะขึ้นกับขนาด จำนวนชั้น รูปแบบ, รูปทรงอาคาร อย่างน้อยที่สุด เพื่อเป็นกติกาขั้นต้น สัญญาอาจแบ่งแตกต่างกันได้เป็น 8-9 งวด และควรมีรายละเอียดของงานขั้นต้นสำหรับเป็นกรอบการพิจารณา ได้แก่ งวดทำสัญญา, วางมัดจำ ไม่เกิน 15% ของมูลค่ารวม งานโครงสร้างประกอบด้วย เข็ม ฐานราก ตอม่อ คาน เสา โครงหลังคา ไม่เกิน 40% ของมูลค่ารวม งานสถาปัตย กรรมประกอบด้วย มุงหลังคา ก่ออิฐ วงกบ ฉาบปูน ไม่เกิน 20% ของมูลค่ารวม งานระบบ ตกแต่งประกอบด้วยไฟฟ้า ประปา ประตู หน้าต่าง ฝ้าเพดาน งานพื้น ผนัง สี เบ็ดเตล็ด ไม่เกิน 25% ของมูลค่ารวม
ระบุหน้าที่และความรับผิดชอบชัดเจนระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาจนกว่าจะมีการส่งมอบงาน เพื่อป้องกันปัญหาและความสับสนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเพิ่ม ลดงาน จัดหาช่าง การรับเหมาช่วง วัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ใครเป็นผู้จัดหา และต้องเป็นคุณภาพระดับใด ฯลฯ
การบอกเลิกสัญญาและการเรียกค่าเสียหาย ควรมีการระบุว่าในกรณีใดบ้างที่ต่างฝ่ายต่างสามารถบอกเลิกสัญญากันได้ ซึ่งถือเป็นความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย
การรับประกันผลงาน ผู้รับเหมาแต่ละรายอาจกำหนดเงื่อนไขการรับประกันผลงานแตกต่างกัน แต่ต้องมีการรับประกันผลงานที่ชัดเจนว่า จะรับประกันอะไรบ้าง ช่วงระยะเวลานานเท่าใดด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง
ที่มา: เดลินิวส์