1. สัญญาจอง เพื่อเป็นหลักฐานในการจอง และกำหนดให้ “คู่สัญญา” ต้องลงลายมือชื่อในใบจองทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งผู้รับจองและผู้จอง จะแตกต่างจากการจองทั่ว ๆ ไปที่จะมีการลงนามเฉพาะผู้จองเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การจองเป็น สัญญาสองฝ่าย มีการกำหนดหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน ไม่ใช่สัญญาฝ่ายเดียวที่ผู้จองมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้รับจองเท่านั้น โดยสัญญาจองจะกำหนดระยะเวลาที่ผู้จองและผู้รับจองจะต้องไปทำสัญญาซื้อขายบ้านหรือที่ดินที่จอง ถ้าฝ่ายใดไม่สามารถทำสัญญาได้ภายในกำหนด อีกฝ่ายมีสิทธิริบเงินจอง หรือต้องคืนเงินจองพร้อมดอกเบี้ย
2.สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มีสาระสำคัญ คือการกำหนด “หน้าที่” ของผู้ขายที่จะต้องจัดทำสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จเป็นต้น สัญญาจะว่าจ้างก่อสร้างอาคาร ข้อที่ควรคำนึงเมื่อจะทำสัญญาจอง คือ ต้องระบุระยะเวลาที่ผู้รับจ้างจะต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จไว้ในสัญญาด้วย ซึ่งผู้ว่าจ้างควรตรวจสอบด้วยว่าระยะเวลาที่ตกลงกันนั้น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและ จำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้างตามปกติหรือไม่ และกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ผู้ว่าจ้างได้แจ้งเหตุสุดวิสัยภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ เป็นต้น
3.สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องมีข้อพิจารณาหรือข้อควรระวังของการทำสัญญา โดยหลัก ๆ ก็จะคล้ายกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่จะมีรายละเอียดของการก่อสร้างเพิ่มเติม
4.สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในอาคารชุด รูปแบบของสัญญาก็จะคล้ายคลึงกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ เป็นการซื้อสองส่วนรวมกัน คือ ที่ดิน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าที่ดินที่ผู้ซื้อจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีสิทธิใช้ร่วมกันกับบุคคลอื่น ซึ่งกฎหมายกำหนดเป็นทรัพย์ส่วนกลาง โดยมีอัตราส่วนตามพื้นที่ห้องชุดที่ตกลงซื้อขาย และห้องชุด ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคล สัญญาจะกำหนดให้ผู้ขายระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในโครงการ เป็นต้น.ดินสอพอง[email protected]
ขอบคุณ : เดลินิวส์