พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 กำหนดว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และหากเป็นการดำเนินการตามสัมปทานก็ให้ผู้รับสัมปทานเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าทดแทน โดยให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนนั้นเป็นของรัฐ
แม้หลีกเลี่ยงการถูกเวนคืนไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีหลักประกันสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกเวนคืน โดยหากไม่มีการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท หรือหากมีการใช้ผิดไปจากที่ระบุไว้เจ้าของก็มีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ด้วย
ซึ่งในกรณีนี้ได้เคยมีประเด็นพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครองมาแล้ว เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างและขยายถนน แต่มิได้มีการนำที่ดินดังกล่าวไปใช้สร้างและขยายถนนตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืน หรือนำไปใช้บางส่วนแต่มีที่ดินเหลือจากการสร้างและขยายถนนดังกล่าว รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินฯ ไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวไปใช้อย่างอื่นนอกเหนือวัตถุประสงค์ของการเวนคืน แต่ต้องคืนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๕๗๔/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่))
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เพื่อให้สอดรับกับบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นผลให้ความคุ้มครองสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประชาชนที่ถูกเวนคืนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ในทางปฏิบัติที่ชัดเจน
การมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการได้รับคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องออกกฎหมายมารองรับหลักการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยต้องมีการกำหนดหลักการและรายละเอียดเกี่ยวกับการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนให้แก่ประชาชนไว้อย่างชัดเจน.ที่มา: เดลินิวส์