ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างการซื้อบ้านจัดสรรโครงการใหม่กับการซื้อบ้านมือสอง นั่นคือบ้านมือสองสามารถเจรจาต่อรองราคาได้ ไม่เหมือนกับการซื้อบ้านในโครงการใหม่ที่บอกราคาเท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้น แต่อาจมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมก็ว่ากันไปส่วนการซื้อขายบ้านมือสองผู้ซื้อกับผู้ขายต้องคุยกันเอง หรืออาจจะคุยผ่านโบรคเกอร์ (นายหน้า) ซึ่งบางทีหากผู้ซื้อผู้ขายเจรจากันเองก็อาจพูดผิดหูหรือผิดใจกันได้ เสียดายโอกาสที่จะตกลงกันได้ด้วยดี ดังนั้นกระบวนการหรือเทคนิคในการเจรจาต่อรองจึงเป็นเรื่องสำคัญและไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับกระบวนการเจรจาต่อรองซื้อขายบ้านมือสองควรเริ่มขึ้นหลังจากผู้ซื้อได้เก็บรวบรวมข้อมูล และเยี่ยมชมบ้านที่สนใจมากแล้วหลายๆ หลังเพื่อเปรียบเทียบทั้งสภาพทั่วไป ขนาด รูปแบบ ราคา ทั้งกับบ้านมือสองและบ้านใหม่ในโครงการด้วยเมื่อพบบ้านหลังที่ถูกใจ ราคาประมาณในใจที่รับได้ควรเป็นเท่าไหร่ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับบ้านมือสองหลังอื่นๆ ที่มีสภาพใกล้เคียงกัน ถ้าบ้านในสภาพเดียวกันมีราคาที่สูงกว่าหลังอื่นก็ควรต่อราคาให้ใกล้เคียงกับหลังที่ถูกกว่าหรือต่ำกว่านิดหน่อย
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีกำลังซื้อบ้านราคาอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท แต่บ้านหลังที่สนใจประกาศขายที่ราคา 6 ล้านบาท การเจรจาต่อรองราคาบ้านในครั้งแรก ควรเสนอราคาบ้านไปที่ 4.7 ล้านบาท โดยอาจใช้จุดอ้างอิงกับบ้านขนาดเดียวกันในบริเวณใกล้ๆ กัน สภาพบ้านอาจจะดูโทรมกว่าเล็กน้อย แต่ประกาศขายบ้านที่ 4.7 ล้านบาท เพื่อเป็นการเปิดราคาเจรจาต่อรองกันไปก่อน เพราะธรรมชาติของคนซื้อย่อมอยากได้ราคาที่ถูกที่สุดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันทางด้านผู้ขายหรือเจ้าของบ้านก็ต้องกลับมาพิจารณา ราคาบ้านที่ตั้งขายไว้ที่ 6 ล้านบาท ซึ่งถ้าเจ้าของบ้านมีข้อมูลเหมือนกับผู้ซื้อ การต่อรองราคาก็น่าจะจบกันง่ายขึ้น หรือถ้ามีโบรคเกอร์เข้ามาช่วยขายให้ โบรคเกอร์ก็ควรจะแนะนำผู้ขายว่าราคาบ้านที่ตั้งขายไว้นี้ไม่ใช่ราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาด เพราะหากบ้านขนาดเดียวกัน ทำเลไม่ต่างกันมาก ราคาบ้านก็น่าจะอยู่ที่ 5 ล้านบาท หรือไม่เกิน 5.1-5.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าจะขายได้มากกว่า
ทั้งนี้หากผู้ซื้อกับผู้ขายมีข้อมูลตลาดไม่เหมือนกัน การเจรจาต่อรองราคาก็จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาทันทีฉะนั้นหน้าที่สำคัญของโบรคเกอร์อย่างหนึ่ คือการให้ข้อมูลทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นข้อมูลเดียวกัน เนื่องจากโบรคเกอร์จะรู้ข้อมูลมากที่สุดว่าในหมู่บ้านนี้มีบ้านประกาศขายกี่หลัง แล้วแต่ละหลังมีสภาพเป็นอย่างไร ตั้งราคาขายบ้านเท่าไหร่กันบ้าง เพื่อหาจุดร่วมบนพื้นฐานการเจรจาต่อรองจากข้อมูลเดียวกันนั่นเอง
ขณะที่ความล้มเหลวในการเจรจาต่อรองราคามักจะเกิดขึ้นจากการพูดจาไม่เข้าหู หรือพูดผิดหูกันมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังในการเจรจาต่อรอง และโบรคเกอร์สามารถเป็นตัวกลางช่วยเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายได้
รองลงมาเป็นเรื่องของคนขายที่ไม่รีบร้อนขายและต้องการขายในราคาที่ต้องการ ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อแล้วล่ะว่าหากอยากได้บ้านหลังนี้จริงๆ ก็คงต้องยอมจ่ายเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ต้องไปหาบ้านหลังใหม่แทน
ที่สำคัญหากการเจราจรซื้อขายบ้านมีโบรคเกอร์เข้ามาเป็นตัวช่วยแล้ว โบรคเกอร์ต้องพยายามจูนทั้งสองฝ่ายให้มาถึงจุดบาลานซ์กันทั้งคู่ ไม่ควรทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในการจบราคาหรือวางเงินซื้อขาย มิฉะนั้นการเจรจาจะจบลงได้ยาก