ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ต้องรู้ข้อมูลชุดเดียวกัน

ในการเจรจาซื้อขายบ้าน-ที่ดินนั้น หากมีนายหน้าหรือโบรคเกอร์มืออาชีพเป็นตัวช่วยในการปรับจูนทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้มาอยู่ในจุดที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย โดยไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกได้เปรียบ-เสียเปรียบกันและเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ราคาซื้อขายต้องเป็นที่ทุกฝ่ายพอใจ>

ที่สำคัญหลังจากการต่อรองเรื่องราคาแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางเงินมัดจำ ไม่ควรตกลงกันเพียงปากเปล่า เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ ด้านผู้ซื้อก็ต้องเข้าใจผู้ขายด้วย เพราะหากผู้ซื้อต่อราคาแล้วไม่ซื้อจริง ผู้ขายก็จะรู้สึกว่าถูกหลอกให้ลดราคา แล้วก็ไม่ยอมซื้อ

ซึ่งโบรคเกอร์มืออาชีพจริงๆ จะบอกกับผู้ซื้อไว้เลยว่าถ้ายอมขายในราคานี้วันนี้ ผู้ซื้อก็ต้องเตรียมเงินสำหรับวางมัดจำด้วย เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ขาย ขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อเองด้วยในการป้องกันผู้ขายเปลี่ยนใจ หรือหากไม่เดือดร้อนเรื่องเงินแล้วไม่จำเป็นต้องรีบขาย เอาไว้รอขายราคาสูงกว่านี้ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปคือการเจรจาต่อรองราคาทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องรู้ข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ราคาขายบ้านใหม่-มือสองขายกันอยู่ที่เท่าไร นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน ซึ่งตรงจุดนี้โบรคเกอร์สามารถเข้ามาช่วยทำหน้าที่ตรงนี้ได้

สุดท้ายเมื่อการเจรจาต่อรองราคาจบลงได้ก็ต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางเงินมัดจำทันที เพื่อเป็นหลักประกันให้กับทั้งสองฝ่าย

มีตัวอย่างการตั้งราคาขายและวิเคราะห์ราคาซื้อ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่นำมาฝากขายกับ บี.ซี.บี. หลังแรกเป็นคอนโดมิเนียมในโครงการ “ไลฟ์ @ รัชดา” ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก ระหว่างรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าวกับสถานีรัชดา ขนาดพื้นที่ 35 ตารางเมตร ชั้น 9 ตึก 12
เรียกว่าใครซื้อห้องชุดนี้ก็สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้เลย โดยตั้งราคาขายไว้ที่ 2.75 ล้านบาท หรือตกตารางเมตรละ 78,000 บาท (เจ้าของเดิมซื้อมาในราคา 72,000 บาทต่อตารางเมตร) อายุอาคาร 1 ปีกว่าๆ
เป็นที่รู้กันดีว่าย่านดังกล่าวมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ เกิดขึ้นในระดับราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากมีกำลังซื้ออยู่มาก และการอยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าทำให้ราคาของคอนโดมิเนียมย่านนี้ปรับขึ้นมาพอสมควรจากเมื่อก่อน
ห้องชุดดังกล่าวมีการตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของคอนโดฯ ทั้งฟิสเนต สระว่ายน้ำ ส่วนหย่อม ห้องสมุด เป็นต้น
เมื่อพิจารณาจากทำเลที่ตั้งของโครงการแล้วถือว่าดีมาก เพราะอยู่ใกล้รถไฟฟ้า MRT ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟ้า BTS ได้ที่สถานีจตุจักร, อโศก-สุขุมวิท และสีลม ทำให้การเดินทางสะดวกและคล่องตัวมาก
ด้านราคาขายของห้องชุดดังกล่าวสำหรับห้องขนาด 35 ตารางเมตร ราคา 2.75 ล้านบาท ตกตารางเมตรละ 78,000 บาท ถือว่าเป็นราคาตลาดที่ไม่ถูกกว่าปกติ และไม่สูงกว่าปกติ เนื่องจากห้องชุดอยู่ในทำเลที่ดี สภาพดีดังนั้นจึงเหมาะสำหรับคนที่ทำงานในเมือง หรือหากต้องการใช้เป็นที่พักอาศัยสำรองในเมืองก็สามารถซื้อได้
ส่วนทรัพย์หลังที่สองเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดเนื้อที่ 52.5 ตารางวา ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำตกแต่งพร้อมเข้าอยู่เช่นกัน ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านชัยพฤกษ์ ถนนเทพารักษ์ ของ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งเป็นโครงการเก่า 10 กว่าปีแล้ว โดยตั้งราคาขายไว้ที่ 2.2 ล้านบาท
ซึ่งระดับราคานี้ถือว่าถูกกว่าราคาตลาด เพราะมีบ้านอีกหลังที่มีพื้นที่มากกว่า คือขนาด 57 ตารางวา ตั้งราคาขายอยู่ที่ 2.75 ล้านบาท แถมยังไม่ได้ตกแต่งด้วย

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมบ้านดังกล่าวถึงขายราคาถูก มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ซึ่งทางบริษัทก็ตรวจสอบแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่เจ้าของต้องการเปลี่ยนทำเล ย้ายที่ทำงานใหม่ จึงต้องการขายบ้านหลังนี้

อย่างไรก็ตามทำเลถนนเทพารักษ์ก็อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง ตรงที่ย่านนี้มีรถบรรทุกขนส่งสินค้าสัญจรค่อนข้างมาก ถ้าหากเป็นคนที่ทำงานในเมืองคงต้องตื่นเช้ามากๆ หรือเหมาะสำหรับคนที่ทำงานอยู่ในย่านดังกล่าวเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางมากนัก

ทรัพย์ทั้งสองหลังนี้เป็นตัวอย่างที่ลองทำมาวิเคราะห์ ทั้งเรื่องทำเลที่ตั้ง และราคาขายที่เหมาะสมกับสภาพของบ้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อบ้านมือสองสำหรับผู้อ่านทุกท่าน

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง