ในการลงทุน ช่วงเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงหรือไม่

ตั้งแต่ไหนแต่ไร การใช้เทคนิคการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ Dollar Cost Averaging (DCA) เป็นแนวทางการลงทุนที่เปรียบเสมือนเป็นมาตรฐานทองคำของการลงทุนเนื่องจากเป็นแนวทางการลงทุนที่ได้รับการแนะนำจากนักวางแผนการลงทุนอย่างแพร่หลาย เทคนิคการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน คือการลงทุนในมูลค่าเท่ากันเป็นประจำทุกเดือนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คำอธิบายของการลงทุนแบบนี้คือ เมื่อมูลค่าการลงทุนเท่ากันนักลงทุนจะซื้อหุ้นได้น้อยลงในขณะที่ราคาสูงขึ้น และจะซื้อได้มากขึ้นเมื่อมีราคาที่ต่ำลงDCA จะเป็นที่พึ่งทางใจสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่กล้าที่จะทุ่มเงินทั้งหมดในตลาดหุ้น ในเวลาเดียวกัน DCA ถือว่าเป็นทฤษฎีการลงทุนที่ดี แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่>

ทั้งนี้ ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่านบทวิเคราะห์ของ Gerstein Fisher ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบผลการดำเนินการภายใต้แนวทางการลงทุนแบบ DCA กับการลงทุนแบบก้อนโต(Lump-sum Strategy) ระหว่างปี ค.ศ. 1926-2010 โดยได้วิเคราะห์แนวทางการลงทุนสี่รูปแบบ กล่าวคือ

- การลงทุนแบบก้อนโต (Lump Sum Investing) ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งหมดเพียงครั้งเดียว
- การลงทุนแบบ "Basic" Dollar Cost Averaging ซึ่งเป็นการลงทุนเท่ากันทุกเดือน โดยไม่คำนึงถึงผลดำเนินการของตลาดหุ้น
- การลงทุนแบบ Value Dollar Cost Averaging ซึ่งเป็นการเพิ่มเงินลงทุนในเดือนต่อไปหลังจากผลการดำเนินการของตลาดหุ้นติดลบ และลดมูลค่าการลงทุนในเดือนหลังจากที่ผลดำเนินการของตลาดหุ้นเป็นบวก และ
- การลงทุนแบบ Momentum Dollar Cost Averaging ซึ่งเป็นการเพิ่มเงินลงทุนในเดือนต่อไปหลังจากที่ตลาดหุ้นมีผลดำเนินการเป็นบวก และลดมูลค่าการลงทุนในเดือนต่อไปหลังจากที่ตลาดหุ้นมีผลดำเนินการเป็นลบ

ผลวิจัยปรากฏว่า ผลการดำเนินการที่ดีที่สุดจะมาจากการลงทุนโดยใช้ทฤษฎีการลงทุนแบบก้อนโต (Lump Sum Investing) ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่าการลงทุนแบบDCA ถึงร้อยละ 2 แนวทางการลงทุนที่มีผลตอบแทนรองลงมาคือการลงทุนแบบ Momentum Dollar Cost Averaging ซึ่งเป็นการลงทุนเป็นประจำทุกเดือนโดยเพิ่มมูลค่าการลงทุนในช่วงขาขึ้นของตลาด การลงทุนด้วยวิธีดังกล่าวจะมีโอกาสมากกว่าถึงสองเท่าที่จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบ DCA

ทั้งนี้ ไม่เป็นที่แปลกใจที่การลงทุนแบบก้อนโตจะมีผลดำเนินการที่ดีกว่า เมื่อคำนึงว่าในระยะยาวตลาดตราสารทุนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในระหว่างปี ค.ศ. 1926-2010 ดัชนี S&P 500 มีผลประกอบการที่เป็นบวกมากกว่าร้อยละ 70 ทั้งนี้ การทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดตั้งแต่วันแรกภายใต้ทฤษฎีการลงทุนแบบก้อนโตจะทำให้นักลงทุนมีมูลค่าลงทุนที่สูงกว่าในระยะยาว เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกหากจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเช่นกัน ในเวลาเดียวกัน การลงทุนแบบ Momentum DCA จะทำให้มีมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนแบบ Basic DCA และ Value DCA จึงถือเป็นทางเลือกที่ได้ผลตอบแทนเป็นอันดับสอง รองจากการลงทุนแบบก้อนโต

ถึงแม้ว่าการลงทุนแบบก้อนโตจะดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่นักลงทุนหลายคนก็ยังใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจในการลงทุน และไม่คำนึงถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆสำหรับนักลงทุนประเภทนี้ การลงทุนแบบ Momentum DCA ซึ่งเป็นการลงทุนโดยการเพิ่มมูลค่าอย่างช้าๆ จะมีประโยชน์มาก เพราะมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า Basic DCA แต่ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุนที่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะก้าวลงสู่สนามการลงทุนอย่างเต็มตัวท้ายสุด คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน Adam Smith เคยเขียนถึงตลาดหุ้นในหนังสือ The Money Game ว่า "หากคุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ที่นี่เป็นที่ที่แพงมากที่คุณจะค้นพบตัวเอง"

น.ส.พ. โพสต์ ทูเดย์

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง