
การทำสัญญาจะซื้อจะขาย ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอสังหาริมทรัพย์ เป็นได้ทั้งทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินอย่างเดียว บ้านพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดเป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดวิธีการซื้อขายเอาไว้เป็นพิเศษ โดยต้องทำสัญญาเป็น “หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย” และจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วย ซึ่ง “สัญญาจะซื้อจะขาย” คืออะไร ต้องระบุเนื้อหาอะไรไว้บ้าง ตามมาดูพร้อมกันกับ Home Buyers กันเลย
สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร ?
หากเรามีเงินยังไม่ครบก็ต้องทำสัญญากันไว้ก่อน ว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อไร สัญญาที่ทำกันไว้นี้เรียกว่า “สัญญาจะซื้อจะขาย” มีสาระสำคัญประการเดียวคือ จะมีการไปโอนกรรมสิทธิ์กันในภายภาคหน้า หากไม่มีข้อความเช่นนี้ก็จะกลายเป็นสัญญาซื้อขาย หรือในทางกฎหมาย เรียกว่า สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มีการส่งมอบเงินและโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน หากไม่มีการจดทะเบียนตามที่กล่าวข้างต้นก็ถือว่าแบบไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด จะเรียกสัญญาเช่นนี้ว่าเป็นโมฆะ
เนื้อหาของสัญญา ระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง ?
เนื้อหาของ "สัญญาจะซื้อจะขาย" ต้องระบุว่าซื้อขายอะไรกัน แล้วมีการชำระเงินหมดแล้วไหม หรือยังต้องชำระกันเป็นงวด ๆ หรือจะชำระกันอย่างไร และส่วนที่สำคัญซึ่งต้องมีการระบุไว้ในสัญญา หรือกำหนดเป็นเงื่อนไขก็ได้ คือ ต้องระบุว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหน้า เช่น จะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์เมื่อได้นำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ยังไม่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้และมีผลให้ฟ้องร้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ได้ตกลงกันไว้ได้
ตัวอย่างคดี เพื่อเข้าใจง่าย ๆ
เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ เราจึงมีตัวอย่างคดีมาฝากกัน โดยวันทำสัญญาชำระเงินกันหมดแล้ว แต่ไม่มีข้อความระบุว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อไรจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งลักษณะนี้แบบของสัญญาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อไม่เป็นไปตามแบบสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาใช้บังคับไม่ได้แล้วคู่สัญญาจะให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้
ตัวอย่างคดี
“คำพิพากษาฎีกาที่ 5199/2546 สัญญาซื้อขายมีข้อความว่า จำเลยตกลงขายที่ดินให้แก่โจทก์และได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ขอให้ทำการโอนได้โดยไม่มีข้อคัดค้านเห็นได้ว่าตามสัญญาดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยมีความประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเพราะได้มีการชำระเงินทั้งหมดมิใช่บางส่วนและมอบหน้าที่ให้โจทก์ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่มีข้อความใดบ่งบอกว่าคู่สัญญาจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหลังเมื่อใดให้เป็นที่แน่นอน
อีกทั้งไม่มีการชำระเงินกันในวันโอนด้วย การที่จำเลยมอบให้โจทก์ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นมิใช่เป็นการจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในภายหลัง แต่เป็นเรื่องที่คู่กรณีตกลงให้มีการโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว โดยให้โจทก์ไปดำเนินการโอนให้เรียบร้อยเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อคู่สัญญามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง และมาตรา 152”
จากคดีดังกล่าวจึงหมายความว่า เมื่อสัญญาเป็นโมฆะเสียแล้ว จึงบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ ส่วนเงินที่ชำระไปแล้วนั้น เมื่อไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันเพราะสัญญาไม่มีเสียแล้ว ผู้ขายก็ต้องคืนเงินให้ผู้ซื้อเต็มตามจำนวนเงินที่ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย
เนื่องจากการทำหนังสือ "สัญญาจะซื้อจะขาย" เป็นสิ่งจำเป็นมาก สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดข้อความและข้อมูลให้รอบคอบทุกครั้ง โดยเฉพาะการระบุว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในภายหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้เนื้อหาที่ชัดเจน และป้องกันการบิดพลิ้วของสัญญานั่นเอง