ลงทุนอย่างไร ในสภาวะปัจจุบัน

เชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันเป็นระดับที่ควรเข้าซื้อ ภายใน 12 เดือนข้างหน้า มองว่า SET Index มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอีก 15%-20% ผู้ที่เป็นนักลงทุนประเภทถือยาว ไม่ควรลดพอร์ตในช่วงนี้ สิ่งที่ควรทำคือถือหุ้นไว้หรือไม่ก็ ซื้อเพิ่มแต่ถ้าท่านเป็น นักลงทุนประเภทชอบ เทรดสั้นๆ ยังต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร เพราะน่าจะยังผันผวนมากไปอีกระยะหนึ่ง ผมมี เหตุผล 5 ข้อว่าทำไม ตลาดหุ้นไทยยังมี Upside อีกมาก>

1. ปัญหาการคลังของสหรัฐ เป็นปัญหาทาง "เทคนิค" ไม่ใช่ความเสี่ยงที่สหรัฐ จะล้มละลาย ที่ต้องใช้คำว่าทางเทคนิคเพราะไม่ใช่ว่ารัฐบาลสหรัฐอยู่ในสถานะใกล้ล้มละลาย แต่อาจติดปัญหาในการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาชำระหนี้เดิม
ถ้าดูจากอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันที่ประมาณ 2.7% ของพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐ น่าจะสรุปได้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าความเป็นไปได้แทบจะไม่มีที่สหรัฐจะเบี้ยวหนี้ ไม่เช่นนั้นผลตอบแทนจะต้องพุ่งขึ้นสูงกว่าระดับ 3%

2. เงินจะแพงขึ้นแต่ยังไม่เข้าสู่ "ยุคเงินแพง" ระยะนี้มักมีคนพูดว่าตลาดหุ้น ทั่วโลกกำลังเข้าสู่วงจรขาลง เพราะยุคเงินถูก หรือ Cheap Money ได้จบลงแล้วแต่ผมกลับมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดหุ้น
ดอกเบี้ยโลกในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติมาก ดังนั้นเมื่อการฟื้นตัว เริ่มเกิดขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่ดอกเบี้ยจะต้องปรับขึ้น ท่านที่เป็นนักลงทุนจะคุ้นเคยดีกับ คำพูดที่ว่าตลาดหุ้นไม่ชอบดอกเบี้ยขาขึ้น แต่จากข้อมูลในอดีตของสหรัฐ พบว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นในทางลบมีน้อยมาก
ตราบใดที่ดอกเบี้ยปรับขึ้นในระดับที่ไม่สูงเกินไป ซึ่งผมมองว่าการปรับขึ้น ของดอกเบี้ยโลกในรอบนี้ เป็นเพียงการกลับสู่ระดับที่ปกติมากขึ้น คงอีกหลายปีกว่า ที่เราจะเข้าสู่ยุคเงินแพง ระดับดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) 10 ปี ของสหรัฐที่น่าจะเริ่มส่งผลกระทบด้านลบต่อตลาดหุ้น อยู่ที่ประมาณ 2.5%-3%แต่ตอนนี้อยู่แค่ 0.5%

3. เศรษฐกิจโลกฟื้น = การส่งออกฟื้น = เศรษฐกิจไทยฟื้น เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐที่มีการฟื้นตัวทั้งในภาคการผลิต การบริโภค การจ้างงาน และการขาดดุลการคลัง ส่วนสหภาพยุโรปเองก็เริ่มเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้งในปี 2557
แนวโน้มดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกของหลายประเทศ กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ผมเชื่อว่าตัวเลขการส่งออกของไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะ เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะการขยายตัว ภาคธุรกิจจะเริ่มใช้จ่ายด้าน CapitalExpenditure มากขึ้น การลงทุนที่ถูกชะลอไว้จะเกิดขึ้น รวมทั้งผู้บริโภคที่จะใช้จ่าย มากขึ้น

4. เม็ดเงินในตลาดทุนโลกมีมากเกินกว่า Developed Markets เพียงลำพังจะรับไหว ช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นเม็ดเงินบางส่วนถูกโยกกลับสู่ Developed Markets ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เพราะความกังวลเรื่อง QE Tapering
แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาวะชั่วคราว เมื่อนักลงทุนมีความเชื่อมั่น มากขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เม็ดเงินส่วนหนึ่งจะถูกโยกกลับ Emerging Markets อีกครั้ง เพราะนอกจากราคาหุ้นหรือ Valuations ที่ถูกกว่า Developed Marketsแล้ว Emerging Markets ยังเป็น High-Beta Plays สำหรับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ สำหรับตลาดหุ้นไทยซึ่งเจอแรงขายจากต่างชาติค่อนข้างมาก ก็จะเป็น ที่สนใจมากขึ้น

5. ตลาดหุ้นไทยยังมีเรื่องราวในระยะยาวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นกำไรของ บจ.ที่เติบโตติดต่อกันเป็นปีที่ 5 และมีแนวโน้มจะขยายตัวอีกอย่างต่อเนื่อง การที่ไทย เป็นประเทศผู้ส่งออก จะกลายเป็นปัจจัยบวกเพราะนักลงทุนจะเริ่มหาหุ้น ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อของประเทศขนาดใหญ่ อีกหนึ่งจุดขายคือ การลงทุนใน Infrastructure Projects ที่จะทำให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจใน ระยะยาวนอกจากนี้ไทยยังมีความสามารถในการต้านทานความผันผวนของ Fund Flows ได้ดีเพราะเรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงเกือบ 50% ของ GDP และเทียบเท่า 280% ของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นทั้งหมด เรามีธนาคารพาณิชย์ ที่แข็งแรงด้วยระดับกองทุน CAR ที่สูงถึง 15% และที่สำคัญตลาดหุ้นไทยเทรดอยู่ที่ Forward PER ที่ 13 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอื่นใน ASEANประมาณ 20%

น.ส.พ. กรุงเทพธุรกิจ

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง