นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"
ว่าจากกรณีปัญหาบริษัทที่ปรึกษารับทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอที่ปัจจุบันจำนวนบริษัทมี
จำนวนไม่สอดรับกับปริมาณโครงการคอนโดมิเนียมที่ยื่นขออนุญาตทำอีไอเอทั่วประเทศ ดังนั้นจึงมองว่าควรจะเพิ่ม
ปริมาณบริษัทที่ปรึกษารับทำรายงานอีไอเอ ที่ปัจจุบันมีเพียง 20 รายเท่านั้น ขณะที่จำนวนโครงการคอนโดมิเนียมมีนับ 100
รายทั่วประเทศ ส่งผลทำให้เกิดความล่าช้า
ขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามา ซึ่งได้มอบให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือ
สผ.ดำเนินการว่าจะกำหนดเกณฑ์เพิ่มปริมาณบริษัทที่ปรึกษาให้มากขึ้น โดยหลักการในเบื้องต้นจะเปิดกว้างเหมือนกับ
บริษัทรับว่าความหรือทนายความ บริษัทรับตรวจสอบบัญชี ฯลฯ ที่สามารถรับงานได้หลายบริษัทไม่จำกัดหรือได้ไลเซนส์
แล้วต้องผูกขาดรายใดรายหนึ่ง
ดังนั้นแนวทางแก้ไข หากบริษัทดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญด้านประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้ไลเซนส์ก็สามารถรับ
งานทำอีไอเอได้หลายโครงการจากเดิมที่มีข้อจำกัดบริษัทมีน้อยเพราะเนื้องานค่อนข้างยาก ทำให้เกิดข้อจำกัดด้าผู้เชี่ยวชาญ
ที่ชำนาญงานเฉพาะด้าน ทั้งนี้หากทำถูกทุกขั้นตอน ตรวจเอกสารเสร็จคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผ่านสิ่งแวดล้อม
ก็ถือว่าจบไม่ควรผูกขาดบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
นายวิเชษฐ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างแก้ไขหลักเกณฑ์การพิจารณาอีไอเอ ว่าขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วและเตรียม
เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จากนั้นจะนำเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาต่อไป คาดว่าจะ
ประกาศใช้ได้ภายในเดือนธันวาคม 2556 นี้
ทั้งนี้สาระสำคัญ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 46 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.
2535 กำหนดให้อาคารอยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม โรงแรม ความสูงน้อยกว่า 23 เมตร 8 ชั้น และพื้นที่อาคารรวม
น้อยกว่าหมื่นตารางเมตรสามารถขอรับการยกเว้นไม่ต้องทำอีไอเอ หรือไม่ต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำรายงานอีไอเอ แต่
จะต้องทำตามมาตรการที่ สผ.กำหนดหรือโค้ด เช่น พื้นที่สีเขียวกี่ตารางเมตร มีบ่อบำบัดน้ำเสียหรือไม่ เป็นต้น โดยที่ผ่านมา
มีข้อครหามากทั้งในเรื่องระยะเวลาที่ดำเนินการ ความล่าช้า ไม่โปร่งใสเรื่องระบบของอีไอเอ เมื่อโครงการประเภทและ
ขนาดดังกล่าวได้รับการยกเว้น ส่งผลให้ ระยะเวลาและเนื้องานลดลง 30%
สำหรับอาคารขนาดตั้งแต่หมื่นตารางเมตรขึ้นไป สูงเกิน 23 เมตร หรือเกิน 8 ชั้น จะต้องทำอีไอเอ แต่สิ่งที่ดำเนินการ
คือ การลดขั้นตอนให้เหลือเพียง 98 วัน จาก 105 วัน ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นจาก 15 วัน
เหลือ 7 วันทำการ ขั้นตอนที่ 2 จัดทำวาระเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) 15 วัน ขั้นตอนนี้ลดไม่ได้เพราะต้อง
ออกไปตรวจสอบพื้นที่โครงการ จัดทำวาระต่างๆ มองว่าระยะเวลาเหมาะสมแล้ว ขั้นตอนที่ 3 ขั้นพิจารณาอีไอเอของคชก.
45 วัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ถูกกล่าวหาก็มีคือใช้เวลานานเกิน 45 วัน เพราะมีการเรียกเอกสารหลายครั้ง หรือเรียกแล้ว
เรียกอีก โดยจะแก้ด้วยการกำหนดให้เปิดประเด็นเรียกเอกสารครั้งเดียว เพื่อแก้ปัญหาดึงเรื่องและทุจริต เช่น ขาดเอกสาร
พื้นที่สีเขียว ขาดเรื่องน้ำทิ้งคอนโดฯ รวม 2 เรื่องก็เรียกครั้งเดียว ที่ผ่านมามักเรียก 2 ครั้ง เปิดประเด็นครั้งเดียวจะลดเวลา
ลงทุนที ส่วนขั้นตอนที่ 4 ใช้เวลา 30 วัน ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาอีไอเอของคชก. ครั้งที่ 2 ถือว่าสิ้นสุดการพิจารณาให้
ผ่านอีไอเอ รวมแล้วระยะเวลาจะลดลงไปไม่ถึง 100 วัน ส่วนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพิจารณาอีไอเอ พบว่าไม่มีความ
จำเป็น แต่จะเพิ่มช่องทางทุจริต ที่สำคัญโครงการส่วนใหญ่อยู่ในกทม.
ต่อเรื่องนี้นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีทั้งเรื่องการแก้ปัญหาบริษัทที่ปรึกษาที่
มีจำกัด ที่สามารถเปิดให้รับงานมากขึ้น ขณะเดียวกันเห็นด้วยกับการลดขั้นตอนอีไอเอโดยเฉพาะคอนโดฯ ขนาดไม่เกิน
หมื่นตารางเมตร สูงไม่เกิน 8 ชั้นไม่ต้องทำรายงานอีไอเอ เพียงปฏิบัติตามโค้ดก็เพียงพอแล้ว ส่งผลให้ต้นทุนลดลงมาก