
อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยและถามเข้ามากันเยอะมาก ๆ กับ มัดจำแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จะบังคับทำสัญญา/ริบมัดจำไม่ได้ ใช่หรือไม่? เพราะหลายครั้งก่อนที่เราจะเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขาย เราย่อมมีการวางเงินมัดจำไว้ก่อนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรามีความสนใจในของสิ่งนี้ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำสัญญาจริง ทีนี้เมื่อถึงขั้นตอนทำสัญญาอีกครั้งหนึ่งแล้วเราไม่เอาแล้วเพราะตกลงไม่ได้ จะทำยังไง? วันนี้ Home Buyers มีคำตอบมาฝากค่ะ
คำถาม :
ปกติการซื้อบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโดฯ มักมีการวางเงินมัดจำ หรือวางเงินจองไว้ก่อน เพื่อนัดมาทำสัญญาจะซื้อจะขายภายหลัง ข้อตกลงในวันทำสัญญาจองนี้มีผลเท่ากับว่าจะต้องมีการทำสัญญาต่อกันอีกครั้งหนึ่งก่อน ตรงนี้ล่ะที่เข้าข้อกฎหมายเรื่องสัญญายังไม่เกิดจนกว่าจะมีการทำสัญญากันอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีการวางเงินกันแล้วก็ตาม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ตกลงก็ไม่ถือว่าผิดสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ใช่หรือไม่? และเราต้องระมัดระวังการเสียโอกาสในการซื้อนั้นหรือไม่?
คำตอบ : แบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้
ข้อแรก : ป.พ.พ.มาตรา 366 วรรคสอง บัญญัติว่า “ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้สัญญาต่อกัน จนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ”
คำว่า “ถ้าตกลงกันว่า” ตรงนี้หมายถึงข้อตกลงที่ติดต่อกัน ไม่ว่าจะได้ทำสัญญากันแล้วหรือไม่ก็ตาม เช่น ท่านผู้อ่านเดินเข้าไปในโครงการแล้วตกลงจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินสักหลังหนึ่ง แต่นำเงินมาไม่พอทำสัญญา หรือกรณีต้องมีเรื่องตรวจสอบการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินก่อนจะนัดมาทำสัญญากันในภายหลัง จึงต้องวางเงินจองไว้ก่อน ก็เป็นกรณีตกลงกันว่าจะต้องมาทำสัญญาเป็นหนังสือ เมื่อยังไม่ได้ทำสัญญากัน แม้วางเงินจองไปแล้วคุณไปต่อราคาเขามาก ๆ ตอนแรกผู้ขายก็อาจตกลงแล้ววางเงินจองไว้ก่อน ภายหลังมีคนอื่นให้ราคาสูงกว่า เขาก็มีสิทธิเอาไปขายคนอื่นได้ เรื่องลักษณะนี้มีคดีเกิดขึ้นแล้วหลายคดี
ข้อสอง : “คำพิพากษาฎีกาที่ 745/2538 โจทก์จองซื้อห้องชุดเป็นจำนวนมากถึง 38 ห้อง มีราคาทั้งสิ้นถึง 15,124,000 บาท ในลักษณะทำมาหาประโยชน์ทางธุรกิจ โจทก์ย่อมจะต้องเสนอเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อรักษาสิทธิของตนให้จำเลยเห็นชอบเสียก่อน โจทก์จึงจะลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายต่อไปได้ เมื่อมีรายละเอียดของข้อความแห่งสัญญาที่โจทก์ยังตกลงกับจำเลยไม่ได้หลายข้อดังกล่าวแล้ว ซึ่งโจทก์แสดงไว้ว่าเป็นสาระสำคัญ และโจทก์จำเลยมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือกันต่อไปอีก แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ตกลงกันให้ถูกต้องเรียบร้อยทุกข้อ และยังไม่ได้ทำสัญญาหนังสือต่อกัน สัญญาจึงไม่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตามความต้องการของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ที่จำเลยริบเงินมัดจำจองห้องชุดที่โจทก์วางไว้แก่จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยได้”
เห็นได้ว่า ตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้ไม่ใช่เฉพาะสำหรับการซื้อห้องชุดจำนวนมากเท่านั้น แต่หากเราวางเงินมัดจำซื้อแต่เพียงห้องเดียว ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายต้องมีการเจรจาเกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ กันก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นหากตกลงกันไม่ได้ สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่เกิดขึ้น ผู้ขายจะบังคับให้เราเข้าไปทำสัญญาไม่ได้ แถมยังต้องคืนเงินให้กับเราอีกด้วย นับเป็นการตอบคำถามที่ถามว่า มัดจำแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จะบังคับทำสัญญา/ริบมัดจำไม่ได้ คือคำตอบที่ถูกต้อง ดังนั้นก่อนทำสัญญาอะไร เราต้องดูให้ดีให้เสียก่อน ถ้ารับไม่ได้ก็ต่อรองกันไป สุดท้ายแล้วหากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องคืนเงินที่วางมัดจำไว้นั้นเอง
HOME BUYERS'GUIDE ฉบับที่ 253 ม.ค.57