ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ถึงขั้นอยู่ในตระกูลเศรษฐีมรดกร้อยล้าน แต่การรู้เรื่องภาษีมรดกไว้ก็ไม่เสียหาย ซึ่งภาษีมรดก ก็คือ ภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินของผู้ตาย
ภาษีมรดกจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “ภาษีกองมรดก” เป็นการเก็บภาษีจากกองทรัพย์สินของผู้ตาย “ภาษีการรับมรดก” เป็นการเก็บภาษีจากผู้ได้รับกองทรัพย์สินของผู้ตาย
สำหรับการเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยนั้น ตาม พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก กำหนดไว้ว่า “รัฐจะจัดเก็บภาษีมรดกจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทของมูลค่ามรดกที่ได้รับ หักด้วยภาระหนี้สินจากการรับมรดก” ในอัตรา 5% กรณีผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และในอัตรา 10% กรณีผู้ได้รับมรดกเป็นบุคคลอื่น
ส่วนมรดกที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดทรัพย์ เงินฝากและยานพาหนะที่มีหลักฐานการลงทะเบียน โดยการคำนวณมูลค่าให้ใช้ราคาหรือมูลค่าที่ได้รับมรดก แต่ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์
ซึ่งกฏหมายได้กำหนดไว้ว่าต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับมรดกเกินกว่า 100 ล้านบาท โดยการชำระสามารถชำระเต็มจำนวน หรือผ่อนชำระได้ภายในไม่เกิน 5 ปี และถ้าผ่อนภายใน 2 ปี จะไม่มีการคิดเพิ่มหรือเสียดอกเบี้ย
การวางแผนรับมือ “ภาษีมรดก” มีดังนี้
1. จัดการธุรกรรมการให้และแบ่งมรดกให้อยู่ในขอบเขตวงเงินที่ได้สิทธิยกเว้น หากมูลค่ามรดกนั้นสูงจนต้องเสียภาษี อาจจะใช้วิธีสร้างหนี้สินเพื่อลดทอนมูลค่ามรดกสุทธิลง จนอยู่ในวงเงินที่ได้รับการยกเว้น
2. กระจายการถือครองทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในเครือข่ายต้องถูกเรียกเก็บภาษีมรดก เช่น ทองคำ เพชร พระเครื่อง หุ้นนอกตลาด หรือของสะสมต่างๆ
3. เปลี่ยนผู้ถือครองทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลมาถือครองแทน เพราะนิติบุคคลไม่มีวันตายไม่ต้องเสียภาษีมรดก
4. กลยุทธ์การเงินขั้นสูง คือโยกย้ายทรัพย์สินไปยังประเทศอื่นที่ไม่มีการเสียภาษีมรดก หรืออาจโดยการจัดตั้งทรัสต์ในต่างประเทศ แต่วิธีนี้อาจไม่จำเป็น เพราะแค่วิธีจัดการทรัพย์สินพื้นๆก็รอดพ้นไม่ต้องเสียภาษีมรดกแล้ว
Editor By home.co.th