จากการที่พื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของไทยเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีท่าเรือแหลมฉบังซึ่งมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าในสัดส่วนถึงร้อยละ 54 จากปริมาณการนำเข้าและส่งออกทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลสำคัญเป็นที่นิยมของชาวไทยและชาวต่างชาติ จนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีอัตราการเติบโตสูงมาก ส่งผลให้ปริมาณการจราจรบนทางหลวงที่เชื่อมโยงการเดินทางไปยังพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ค่อนข้างหนาแน่น และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ดังนั้นการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จึงมีโครงการต่อขยายโครงข่ายทางพิเศษบูรพาวิถีไปยังนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งชายหาดบางแสนและเมืองพัทยา โดยได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยบริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด และบริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกัด ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทางพิเศษสายบูรพาวิถี-พัทยา เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 จนถึงเดือนกันยายน 2557
สำหรับพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการทางพิเศษสายบูรพาวิถี-พัทยา จะครอบคลุมพื้นที่ศึกษารัศมีด้านละ 500 เมตรตามแนวสายทางของโครงการ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเชื่อมต่อจากทางพิเศษบูรพาวิถีบริเวณเทศบาลตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ไปจนสิ้นสุดโครงการบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) บริเวณทางแยกทัพพระยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ผลการคัดเลือกแนวสายทางเบื้องต้นปรากฏว่าแนวสายทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด คือแนวสายทางเลือกที่ 4 ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีการเลี่ยงเมืองชลบุรีและตลาดหนองมน โดยมีจุดเริ่มต้นต่อจากทางพิเศษบูรพาวิถีบริเวณเทศบาลตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นทางยกระดับต่อจากทางพิเศษบูรพาวิถีมาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ผ่านนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร
จากนั้นแนวสายทางจะเบี่ยงซ้ายไปตามแนวถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี ผ่านหน้าสุสานไตรสาธารณพุทธสมาคม แล้วแนวสายทางจะไปในทิศทางขนานกับทางรถไฟสายตะวันออก ระยะทางประมาณ 4.70 กิโลเมตร ช่วงนี้เป็นการเปิดแนวใหม่ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วจึงปรับเข้าไปใช้แนวเส้นทางยกระดับบนแนวทางหลวงชนบทหมายเลข ชบ.1076 และไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากนั้นจะเป็นทางยกระดับบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ไปจนสิ้นสุดโครงการบริเวณทางแยกทัพพระยา รวมระยะทางประมาณ 71 กิโลเมตร มีจุดขึ้นลงจำนวน 8 จุดดังนี้
1.จุดขึ้นลงนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้าระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับท่าเรือแหลมฉบัง
2.จุดขึ้นลงชลบุรี เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่ต้องการเข้าสู่เมืองชลบุรีทางด้านทิศใต้
3.จุดขึ้นลงบางแสน เพื่อรองรับปริมาณการจราจรบริเวณตำบลแสนสุข–หาดบางแสน–มหาวิทยาลัยบูรพา
4.จุดขึ้นลงศรีราชา เพื่อรองรับปริมาณการจราจรของผู้ใช้บริการช่วงบางพระ-ศรีราชา
5.จุดขึ้นลงแหลมฉบัง-อ่าวอุดม เพื่อรองรับปริมาณการจราจรของผู้ใช้บริการย่านบางละมุง-แหลมฉบังและอ่าวอุดม ในส่วนของผู้ใช้บริการที่ไม่ประสงค์จะเข้าไปในแหลมฉบัง
6.จุดขึ้นลงแหลมฉบัง เพื่อรองรับปริมาณการจราจรและรถบรรทุกที่จะเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง
7.จุดขึ้นลงพัทยาเหนือ เพื่อรองรับปริมาณการจราจรของผู้ใช้บริการช่วงพัทยาเหนือ-บางละมุง
8.จุดขึ้นลงพัทยาใต้ เพื่อรองปริมาณการจราจรของผู้ใช้บริการช่วงพัทยาใต้-หาดจอมเทียน-สัตหีบ
ส่วนรูปแบบโครงสร้างทางยกระดับเบื้องต้นของโครงการเป็นโครงสร้างทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร โดยแบ่งเป็นช่องจราจรขาไปและกลับอย่างละ 3 ช่องจราจร มีการเก็บค่าผ่านทาง โดยผู้ใช้เส้นทางจะต้องรับบัตรที่ด่านขาเข้าและชำระค่าผ่านทางที่ด่านขาออก ซึ่งค่าผ่านทางจะคิดตามระยะทางที่ใช้และแบ่งตามประเภทของรถ
สำหรับการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวในช่วงต่อไปคือการศึกษารูปแบบโครงสร้าง ขั้นตอนและวิธีการก่อสร้าง ออกแบบเบื้องต้นแนวสายทางหลัก ทางขึ้นลง และทางเชื่อมต่อทางพิเศษบูรพาวิถี ออกแบบระบบระบายน้ำ ระบบการจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบการควบคุมการจราจร จัดทำรายงานด้านธรณีวิทยา รายงานสำรวจและจัดทำแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ.
ทั้งนี้ทางโครงการได้เปิดช่องทางในการติดต่อรับข้อเสนอแนะ และแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทาง www.buraphavithi–pattaya.com และ www.exat.co.th
ที่มา บ้านพร้อมอยู่ ฉบับที่ 187 June 14