มีคำกล่าวเกี่ยวกับการออกกฎหมายว่า ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้นเป็นคำกล่าวที่เป็นจริง
ตลอดกาล เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน ไม่มีใครอยากจะเสียประโยชน์ ยิ่ง
หากตัวเองสามารถกำหนดกติกาได้เอง ย่อมต้องเขียนกติกาเพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากคนที่มีฐานะร่ำรวย จึงไม่สามารถตราเป็นกฎหมายบังคับ
ใช้ได้ เช่นกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดินที่เป็นธรรมเพราะจะกระทบกับผลประโยชน์ของท่านผู้ที่เรียกตัวเองว่า เป็นผู้ทรง
เกียรติ เนื่องจากท่านผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ทรงเกียรติเหล่านั้น มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในชื่อของตนเองและ
ครอบครัว และที่ฝากคนอื่นให้ถือแทนยังไม่นับรวมเงินสดที่เก็บซุกซ่อนไว้ที่บ้าน
มีงานวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินเมื่อปี2555 พบว่า ประเทศไทยมี
ที่ดินทั้งหมด 319.82 ล้านไร่ ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิโดยกรมที่ดิน 130.74 ล้านไร่ คิดเป็น 40% ส่วนที่เหลือเป็นที่ป่าสงวน
144.54 ล้านไร่ ที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) และที่ดินราชพัสดุ 9.78 ล้านไร่
ผู้ที่ถือที่ดินเกิน 1,000 ไร่ขึ้นไป ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีจำนวนรวม 837 รายคิดเอาเองครับว่าจะเป็นกี่
เปอร์เซ็นต์ของประชากร 65 ล้านคน
เป็นที่รู้ๆ กันครับว่า รายใหญ่ที่ถือที่ดินมากที่สุด คือ ตระกูลสิริวัฒนภักดี ของเจ้าพ่อน้ำเมาที่ได้รับฉายาว่า ซื้อทุกอย่าง
ที่ขวางหน้า ที่ดินผืนงามในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เวิ้งนาครเขษมที่ดินริมน้ำเจ้าพระยา และข่าวว่าจะได้สิทธิที่ดินโรงเรียน
เตรียมทหารด้วย และยังมีที่ดินต่างจังหวัดอีกเป็นจำนวนมาก ตามงานวิจัย เจ้าสัวถือที่ดินทั่วประเทศจำนวน 6.3 แสนไร่
รองลงมาคือ ตระกูลเจียรวนนท์ เจ้าพ่อธุรกิจอาหาร ที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาลเกี่ยวกับการซื้อสื่ออยู่ในขณะนี้ ตามงานวิจัย
มี 2 แสนไร่ และยังมีกลุ่มธุรกิจอื่นๆอีกหลายกลุ่มที่ถือกรรมสิทธิที่ดินรายละไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่
++นั่นเป็นข้อมูลเมื่อปี2555 ไม่รู้ว่าปี 2557 จะมีเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร เพราะยังคงซื้อเพิ่มอยู่เรื่อยๆ
สำหรับนักการเมืองก็ไม่น้อยหน้า ตระกูลคลังผา อดีต สส.พรรคเพื่อไทยมีที่ดินไม่น้อย2,030 ไร่ เจ้าพ่อเมืองสุพรรณ
บรรหาร ศิลปอาชา ถือครอง 2,000 ไร่ อยู่ในบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์และนนทบุรี เจ้าพ่อวังน้ำเย็นนักเลงโบราณ เสนาะ
เทียนทอง และครอบครัว ตามมาติดๆ 1,900 ไร่ นักการเมืองคนอื่นๆเกือบจะทุกพรรค ก็มี อดิศักดิ์ โภคสกุลนานนท์ 1,197
ไร่ ทศพร เทพบุตร1,095 ไร่ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี 1,095 ไร่สุชน ชามพูนท 1,060 ไร่ ชัย ชิดชอบ และภรรยา 854 ไร่
มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ 755 ไร่ ส่วนท่านอื่นๆที่ไม่ได้ระบุนามถึงความร่ำรวย ก็ต้องขอโทษด้วย เพราะถ้าเขียนถึงทั้งหมด
พื้นที่คงไม่พอ แต่ยืนยันได้ว่ายังมีอีกจำนวนมากที่ถือที่ดินเป็นร้อยๆ ไร่
ที่ดินจำนวนนี้ยังไม่นับรวมที่ดินที่ถือผ่านนิติบุคคลของตนเอง หรือแอบใส่ชื่อกิ๊กเอาไว้ซึ่งเคยได้ยินว่า บางตระกูล จะตั้ง
บริษัทเพื่อถือครองที่ดินเพียงอย่างเดียว
การมีที่ดินจำนวนมากสำหรับนักธุรกิจ เราพอจะเข้าใจได้ว่าเงินที่เขามีมาจากการประกอบกิจการค้า ไม่ว่าจะถูก
กฎหมายทั้งหมดหรือไม่แอบหนีภาษีอย่างมโหฬารบ้างหรือไม่ แต่สำหรับนักการเมืองที่ไม่มีธุรกิจ เล่นการเมืองอย่างเดียว
แล้วมีที่ดินจำนวนมาก คงมีผู้สงสัยว่าเงินเดือน สส.หรือรัฐมนตรี มันมากพอซื้อที่ดินเป็นร้อยเป็นพันไร่เลยหรือ หรือแม้จะ
ทำธุรกิจด้วย นักการเมืองเหล่านี้ใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อธุรกิจของตนเองหรือไม่ จึงได้ร่ำรวยอู้ฟู่
ที่ดินถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพรวมถึงการประกอบธุรกิจในทุกด้าน และที่สำคัญ ที่ดินมีจำนวนจำกัด มี
เท่าที่มี ไม่อาจเพิ่มขึ้นได้ มีแต่จะลดลงจากปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้น ประกอบกับแผ่นดินทรุดต่ำลงจากปริมาณน้ำบาดาล
ลดลง ทำให้แผ่นดินริมทะเลหลายแห่งสูญหายจมไปอยู่ใต้น้ำ ไม่สามารถให้ผลผลิตทางการเกษตรอันจำเป็นต่อการดำรงชีพ
ของมนุษย์ได้ แม้ในหลายประเทศจะมีการถมทะเลให้เป็นพื้นที่เพิ่มขึ้นบ้าง ก็เพื่อทำอุตสาหกรรม ยังไม่ได้ยินว่าถมทะเลเพื่อ
ทำเกษตรกรรม แต่การถมทะเลก็มีข้อจำกัด คงไม่สามารถถมทะเลได้ทุกแห่ง การถมทะเลเป็นการฝืนธรรมชาติ ยังไม่รู้ว่า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวจะเป็นอย่างไร
มนุษย์ไม่มีวันที่จะชนะธรรมชาติได้ ยิ่งทำลายหรือฝืนธรรมชาติมากเท่าไร ธรรมชาติก็จะเอาคืนเป็นร้อยเท่าทวีคูณ
ดังเช่นภัยธรรมชาติทั่วโลกที่เกิดบ่อยขึ้นและร้ายแรงมากขึ้น
ที่ดินจำนวนมากของประเทศไทยเรา แม้จะเป็นที่ดินที่เหมาะกับการทำเกษตร แต่กลับถูกทิ้งร้างไม่ได้ทำประโยชน์
เพราะอยู่ในมือของคนเมือง ของนายทุนนักธุรกิจ แม้จะมีเกษตรกรที่ต้องการทำเกษตรตามความถนัด แต่ด้วยความไม่
ซื่อสัตย์ของคนบางคนทำให้เจ้าของที่ดินไม่กล้าให้เช่าหรือให้ทำประโยชน์ในที่ดิน แม้ว่าใจจริงอยากจะให้ใช้ที่ดินทำ
เกษตรสร้างผลผลิตก็ตาม เพราะเคยเกิดปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองปรปักษ์ หรือแม้แต่การเรียกร้อง
ผลประโยชน์จำนวนมากเพื่อแลกกับการออกจากที่ดิน เจ้าของที่ดินจึงไม่ต้องการความเสี่ยงที่จะต้องมีคดีฟ้องร้องกันอีก ยิ่ง
ที่ดินมีราคาสูงขึ้น คดีเกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์การฟ้องขับไล่ก็มีมากขึ้นไปด้วย
ก็ต้องยอมรับครับว่า คนไทยเราบางส่วนไม่ยึดมั่นในศีลห้า ยังใช้วิธีการของศรีธนญชัย ใช้แง่มุมกฎหมายในการ
แสวงหาประโยชน์ เชื่อทะแนะที่ใช้กฎหมายโดยทุจริตในการแสวงหาประโยชน์ ซึ่งในที่สุดแล้วความไม่ดีที่ได้กระทำลงไป
เพียงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้านั้น ในระยะยาวกลับทำให้ตัวเองและคนอื่นได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ทำให้สังคมอยู่
กันด้วยความหวาดระแวง
การถือครองที่ดินจำนวนมากแล้วไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่านับเป็นการสูญเสียโอกาส
ของประเทศ สูญเสียความสมดุลตามธรรมชาติ
กฎหมายการเก็บภาษีจากคนรวย คงไม่สามารถผ่านสภาในระบอบประชาธิปไตยในภาวะปกติได้ ในยุค คสช.จึงเป็น
โอกาสที่จะคืนความสุข โดยออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงได้มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง(Property Tax) ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ คสช.ประกาศใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือน
และที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันแล้ว
งานนี้ ทั้งภาคราชการและเอกชน ช่วยกันผลักดันให้ทำคลอดกฎหมายนี้ให้ได้ หากยุคนี้ยังทำไม่สำเร็จ โอกาสที่
กฎหมายดีๆ อย่างนี้จะผ่านสภาผู้แทนในยุคประชาธิปไตยจ๋าแบบไทยๆคงเป็นไปได้ยาก
++คสช.ท่านไม่ติดกลุ่มผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก จึงไม่น่ายากที่จะผ่านกฎหมายนี้นะครับ