เข้าสู่การประชุมนัดที่ 2 ของคณะกรรมการร่วมขับเคลื่อน "รถไฟไทย-จีน" เส้นทาง หนองคาย-โคราช-แก่งคอย-มาบ
ตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน เซ็น MOU ร่วมกันพัฒนา 873 กม. ความเร็ว 160-180 กม./ชม.
ครั้งนี้หารือกันที่ "ปักกิ่ง" โดย "จีน" เป็นเจ้าภาพประชุม 11-13 ก.พ.2558 ถัดจากนี้ "รูปแบบลงทุนและวงเงินกู้" น่าจะ
ชัดขึ้น
++เปิด 2 โมเดลลงทุน
การเจรจาจะอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท มีการลงทุน 2 รูปแบบ ที่ "ไทย" จะเจรจากับ "จีน" โดย "รูปแบบที่
1" EPC+F+O ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของโครงการ แบ่งเป็น 2 ช่วงดำเนินการ
คือ ช่วงก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลไทยรับผิดชอบการก่อสร้าง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หรือ
กรมราง โดยจีนเป็นผู้ออกแบบ จัดหาระบบและก่อสร้างให้ ส่วนเงินลงทุนจะเจรจาจีนให้ลดดอกเบี้ยแบบพิเศษอาจจะเหลือ
2% เพิ่มระยะเวลาปลอดหนี้และขยายเวลา การชำระคืนให้ยาวขึ้น เช่น 30-40 ปี หลังจีนมีข้อเสนอให้กู้ดอกเบี้ย 2-4% ปลอด
หนี้ 4 ปี และชำระคืน 20 ปี
ขณะที่ "การเดินรถ" ให้จีนเป็นพี่เลี้ยง 3-5 ปีแรก ถ่ายทอดระบบเทคโนโลยี จากนั้นการเปิดบริการจะเป็นรูปแบบร่วม
ทุน (จอยต์เวนเจอร์) ตั้งบริษัทไทย-จีนเป็นรัฐวิสาหกิจร่วมกัน ตามสัดส่วนที่ตกลง เช่น ไทย 51% จีน 49% เพื่อให้บริการ
เดินรถ และนำรายได้จากพัฒนาเชิงพาณิชย์รอบสถานีที่ให้เอกชนพัฒนามาชำระหนี้
ส่วน "รูปแบบที่ 2" จัดตั้ง SPV ไทย-จีน (นิติบุคคลเฉพาะกิจ) ร่วมกันในสัดส่วนไทย 51% และจีน 49% มาดำเนินการ
ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการเดินรถ โดยช่วงก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน "ไทย" จะเป็นผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินและ
สิทธิที่เกี่ยวข้องเป็นทุน ส่วน "SPV" จะออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจากจีน ขณะที่ช่วงให้บริการ "SPV" เป็นผู้ดำเนินการ และ
ออกอินฟราฟันด์ หากมีรายได้ไม่เพียงพอ และอาจจะแปลงหุ้นกู้เป็นทุนของฝ่ายจีนใน SPV
++ข้อดี-ข้อเสียแต่ละรูปแบบ
ทั้งนี้เมื่อดู"ข้อดี-ข้อเสีย" ของ 2 รูปแบบการลงทุน (ดูตาราง) ด้วยข้อตกลง MOU ที่เป็นรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) และ
เดดไลน์ที่ "บิ๊กจิน"จะให้เริ่มเฟสแรก "กรุงเทพฯแก่งคอย-มาบตาพุด" ในปีนี้ ก็เป็นไปได้สูง"รูปแบบ EPC+F+O"จะเป็น
ทางเลือกดีที่สุด
"รูปแบบลงทุนเป็น EPC แน่ แต่สิ่งที่มาพิจารณากันต่อคือ ดอกเบี้ยที่ให้จีนปรับลดอีก เพราะเป็นอัตราดอกบี้ยที่ต่ำ
กว่าที่จีนเคยปล่อยกู้ จีนต้องขออนุมัติจากรัฐบาลด้วย หากไม่ได้ตามเป้าอาจจะกู้ไม่เต็มทั้งโครงการ กู้แค่บางส่วนระยะแรก
อาจจะ 20-30% ของวงเงินลงทุน ที่เหลือกู้ในประเทศ หรือแหล่งอื่นที่ดอกเบี้ยถูกกว่า หลังประชุมครั้งนี้น่าจะชัดขึ้น"
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ"
"ไทยต้องกู้เงินจีน อยู่ที่ว่าจะกู้มากหรือน้อย เพื่อให้เป็นตามข้อตกลง MOU และโครงการนี้เป็นจีทูจี จีนต้องทำ EPC
คือ ออกแบบ จัดหาระบบและก่อสร้าง โดยคัดเลือกบริษัทจีนมา 5 ราย ร่วมกับบริษัทไทยก็มีหลายรูปแบบอยู่ที่ความ
เชี่ยวชาญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานจะให้รับเหมาไทยดำเนินการ งานระบบรถและควบคุมเดินรถให้จีนเป็นผู้ดำเนินการหลัก"
แหล่งข่าวกล่าวย้ำ
++เร่งตอกเข็มให้ทันปีนี้
ว่ากันว่า ประเด็น "ดอกเบี้ย" กำลังเป็นที่หนักใจ "บิ๊กจิน-พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" เจ้ากระทรวง หากท้ายสุด "จีน" ไม่
มีอัตราพิเศษให้อย่างที่รับปาก อาจ กระทบชิ่งแผนงานก่อสร้างเฟสแรกขยับไป 1 เดือน จากเดิมตั้งเป้าตอกเข็ม ก.ย.เป็น ต.ค.
นี้ และเฟส 2 "แก่งคอย-โคราชหนองคาย" ขยับจาก ธ.ค.เป็น ม.ค. 2559
แต่ให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ การประชุมครั้งนี้ "บิ๊กจิน" จึงหมายมั่นจะได้ข้อสรุปสุดท้ายทั้งรูปแบบลงทุนและ
บริษัทจะมาร่วมออกแบบรายละเอียดและก่อสร้าง เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไป
ในเดือนมี.ค.นี้จะสำรวจพื้นที่และออกแบบรายละเอียดให้เสร็จ 6 เดือน โดยใช้ฐานข้อมูลผลศึกษาของจีนเมื่อปี 2553
ที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้เกิน 50% มาต่อ ยอดโครงการ ผสมผสานกับใช้เทคโนโลยีทันสมัยจีนมาสำรวจพื้นที่ ยิ่งจะทำให้การ
ทำงานรวดเร็วขึ้น และสร้างเสร็จใน 2 ปีครึ่ง
++สภาพัฒน์สแกนยิบ
ต้องลุ้น "บิ๊กจิน" จะดันโครงการให้ฟันฝ่าปัญหาไปได้ไกลแค่ไหน เพราะยังต้องฝ่าด่าน 'ครม.-สนช.' และทำผลศึกษา
ความเหมาะสมโครงการและรายงาน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อีก
ถึงจะมีแบบ "ไฮสปีดเทรน" เดิม ก็ต้องทบทวนใหม่ทั้งความเร็วและเงินลงทุน ซึ่งประเด็นนี้ถกกันมากที่ประชุม
คณะอนุกรรมการพิจารณารูปแบบการลงทุน มี "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ" เป็นประธาน
โดยสภาพัฒน์ฯมองว่าเป็นคนละโครงการกัน ต้องมาว่ากันใหม่ ดังนั้นเดดไลน์ก.ย.จะตอกเข็ม ว่ากันว่าเป็นไปได้ยาก
แต่ถ้า "บิ๊กจิน" รุกหนักก็มีสิทธิ์ลุ้นคิกออฟ