การจะได้บ้านแต่ละหลังต้องอาศัยโครงสร้างมากมายหลายส่วน เพื่อประกอบกันขึ้นมาเป็นบ้าน ซึ่งโครงสร้างแต่ละส่วนนั้น ก็มีความสำคัญในตัวเอง และทำหน้าที่แตกต่างกันไป เราควรศึกษาหาความรู้เรื่องโครงสร้างบ้านไว้บ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อบ้านอย่างชาญฉลาด ไม่ถูกผู้ประกอบการที่หวังกำไรเกินควร เอาเปรียบเอาได้ วันนี้เราจะกล่าวถึงโครงสร้างบ้านในส่วนของ เสา คาน พื้น และหลังคา
โครงสร้างบ้าน เสาและคานโครงสร้างของบ้านประกอบด้วย เสา และ คาน อาศัยการหล่อกับที่ตามแบบทั้งขนาดและรูปร่าง วิธีคือตั้งไม้ตามแบบ ผูกเหล็กตามที่วิศวกรคำนวณไว้ จากนั้นเทคอนกรีตลงไป
คอนกรีตที่ใช้ ประกอบด้วย 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
1. คอนกรีตแบบผสมเสร็จเป็นคอนกรีตที่ผลิตจากโรงผสมของบริษัทผลิตซีเมนต์ต่างๆ แล้วขนส่งไปหน่วยงานก่อสร้าง ซึ่งได้มาตรฐานกว่าคอนกรีตแบบผสม เพราะได้สัดส่วนที่ถูกต้อง
2. คอนกรีตผสมกับที่คอนกรีตประเภทนี้เมื่อทำการเทลงแบบแล้ว ต้องรอเวลาในการแข็งตัวแล้วจึงถอดไม้แบบออก จากนั้นทำการบ่มคอนกรีต ด้วยการทำให้คอนกรีตชุ่มน้ำตลอดเวลา เพื่อให้คอนกรีตนั้นแข็งแรงเต็มที่
ระบบคอนกรีตสำเร็จรูปคืออะไร?นอกเหนือจากการหล่อคอนกรีตทำโครงสร้าง ในปัจจุบันมีวิธีที่สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่าง ”ระบบโครงสร้างแบบสำเร็จรูป” ซึ่งเหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ ที่ใช้โครงสร้างแบบเดียวกันจำนวนมากๆ ทำให้ประหยัดค่าก่อสร้างและเวลาก่อสร้าง ระบบสำเร็จรูปนี้ จะหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นชิ้นจากโรงงาน พร้อมประกอบเมื่อขนส่งไปที่หน่วยงานก่อสร้าง ลักษณะชิ้นส่วนโดยมากทำเป็นผนังคอนกรีตรับน้ำหนัก ไม่มีเสาและคาน และใช้ผนังนี้เป็นผนังบ้านและผนังกั้นห้อง ลดงานก่อออิฐลง
ข้อดีของระบบคอนกรีตสำเร็จรูป คือคุมคุณภาพได้จากโรงงาน พื้นผิวเรียบและปราณีตกว่างานหล่อ เมื่อติดตั้งแล้วเพียงแต่งผิว เก็บงานบริเวณรอยต่อ ก็สามารถทาสีได้เลย ไม่ต้องฉาบปูนทับอีกชั้น จึงทำให้ประหยัดเวลาค่าก่อสร้าง
ส่วนข้อเสีย เมื่อใช้ผนังของบ้านเป็นโครงสร้างรับน้ำหนัก หากต้องการดัดแปลงเปลี่ยนแนวผนังสามารถทำได้ยาก เพราะผนังที่เป็นโครงสร้างทุบหรือเจาะช่องต่างๆไม่ได้ การจะดัดแปลงผนังภายหลังจึงต้องเช็คให้ดีก่อน ว่าเป็นผนังโครงสร้างหรือไม่ เพราะอาจทำให้บ้านพังได้ อีกทั้งการจะเจาะตะปูเพื่อแขวนเฟอร์นิเจอร์ติดผนังทำได้ยากกว่าปกติ เพราะผนังมีความแข็งกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูนมาก
โครงสร้างพื้นโครงสร้างพื้นที่จะพูดถึง คือพื้นชั้นล่าง แบ่งตามลักษณะการถ่ายน้ำหนัก เป็นพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงดิน พื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงบนโครงสร้าง
1. พื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงดินก่อนจะหล่อพื้น ต้องทำการอัดดินให้แน่นก่อน แล้วเทคอนกรีตพื้นลงบนดินนั้นเลย โดยไม่มีการเชื่อมกับโครงสร้างอาคาร น้ำหนักจะถูกถ่ายลงดินแทนฐานรากและเสาเข็ม ทำให้สามารถออกแบบฐานรากให้เล็กลงได้ วิธีนี้เหมาะกับบริเวณที่ดินมีความแข็งเพียงพอ และทรุดตัวต่ำ
2. พื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงบนโครงสร้างเหมาะสำหรับบริเวณที่มีดินอ่อนตัว พื้นลักษณะนี้จะทำให้มีค่าก่อสร้างสูงขึ้น แต่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาการทรุดตัวตามมา ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบพื้นหล่อกับที่และระบบพื้นสำเร็จรูป
2.1 ระบบพื้นหล่อกับที่ การหล่อกับที่จะตั้งไม้แบบ ผูกเหล็ก และเทคอนกรีต
2.2 ระบบพื้นสำเร็จรูป มีลักษณะเป็นแผ่นๆ แต่ละแผ่นมีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งจะมีรอยต่อระหว่างแผ่นจำนวนมาก น้ำหรือความชื้นจะซึมลงตามรอยต่อเหล่านั้น ทำให้เกิดรอยคราบ และทำให้ฝ้าเพดานและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย พื้นในบริเวณดังกล่าวจึงควรใช้พื้นหล่อกับที่ เช่น พื้นห้องน้ำ ดาดฟ้า ระเบียง หรือแม้แต่พื้นชั้นล่างที่มีความชื้นจากพื้นดินขึ้นมา
โครงสร้างพื้นสำหรับบ้านพักอาศัย ถูกออกแบบมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อรับน้ำหนักจากการพักอาศัยเท่านั้น หรือไม่เกิน 200 กก./ตร.ม. ดังนั้นการซื้อบ้านไว้เก็บของ ทำเป็นโกดังที่ต้องรองรับน้ำหนักมากกว่าที่ได้ออกแบบไว้ จะส่งผลต่อโครงสร้างจนเกิดความเสียหายทั้งต่อตัวบ้านและผู้อาศัย
โครงสร้างหลังคาปัจจุบันบ้าน อาคารต่างๆหันมาใช้โครงสร้างเหล็กแทนที่การใช้หลังคาไม้กันเสียส่วนใหญ่ เพราะไม้หายากและมีราคาแพง โครงสร้างเหล็กต้องให้ความสำคัญกับการทาสีกันสนิมอย่างทั่วถึง และได้ความหนาที่เพียงพอ เพราะหากโครงสร้างเหล็กเกิดสนิม จะต้องเปิดฝ้าเพดานเพื่อตรวจดู จึงควรระวังจุดนี้ให้มาก นอกเหนือจากนี้คือหลังคาแบบดาดฟ้า ซึ่งเป็นพื้น ค.ส.ล. ข้อควรระวังคือการป้องกันการรั่วซึมลักษระเดียวกับที่กล่าวไว้ในเรื่องพื้น
เรื่องที่นำมาให้อ่าน ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญของโครงสร้างของบ้านในแต่ละหลังไว้อย่างคร่าวๆ พอให้ทุกคนเข้าใจ เห็นภาพว่าโครงสร้างแต่ละชนิดมีลักษณะยังไง และควรระวังเรื่องอะไร ก่อนการตัดสินใจซื้อบ้าน ควรซักถามเรื่องของโครงสร้างบ้านเหล่านี้กับผู้ประกอบการ เพราะการลดโครงสร้างหมายถึงการลดต้นทุนการก่อสร้าง หรือกำไรที่จะได้มากขึ้น อาจส่งผลเป็นปัญหาที่จะตามมาเมื่อเราเข้าพักอาศัยไปแล้ว แม้ไม่ใช่ปัญหาที่รุนแรงถึงชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญใจได้ไม่น้อย ที่ต้องคอยแก้ไขซ่อมแซมอยู่ตลอด การตรวจสอบตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
Editor by Home.co.th