กรมทางหลวงได้สรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสำารวจออกแบบรายละเอียดส่วนต่อขยายทางยกระดับ อุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ช่วงรังสิต-บางปะอิน รวมระยะทาง 18 กิโลเมตร โดยมีรูปแบบเป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์
![เล็งต่อดอนเมืองโทลล์เวย์ รังสิต-บางปะอินอีก 18 กม. เล็งต่อดอนเมืองโทลล์เวย์ รังสิต-บางปะอินอีก 18 กม.]()
สำหรับจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวอยู่ที่บริเวณจุดสิ้นสุดของทางยกระดับอุตราภิมุข ในปัจจุบัน (ประมาณ กม.33+942 ของถนนพหลโยธิน) ไปตามแนวเกาะกลางของถนน จนสิ้นสุดโครงการที่ประมาณ กม.51+924 ของถนนพหลโยธินบริเวณแยกต่างระดับบางปะอิน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเซีย (AH1) และรองรับกับแผนการพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษบางปะอิน-นครราชสีมา และการเชื่อมต่อถนนกาญจนาภิเษก หรือวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกกับด้านตะวันออกในอนาคต
ด้านรูปแบบการก่อสร้างจะทำเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) ความกว้างของช่องจราจร 3.50 เมตร พร้อมไหล่ทางด้านซ้ายกว้าง 2 เมตร และไหล่ทางด้านขวากว้าง 1 เมตร ความกว้างรวม 28.55 เมตร โครงสร้างทางยกระดับป็นแบบรูปกล่องหล่อสำเร็จรูปบนเสาเดี่ยวเพื่อให้ดูโปร่งสบายตา และใช้พื้นที่ของเกาะกลางถนนพหลโยธินในการก่อสร้างเสาตอม่อ
พร้อมกำหนดจุดขึ้นลงจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ บริเวณด่านโรงกษาปณ์, ด่านคลองหลวง, ด่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ด่านนวนคร, ด่านมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์, ด่านประตูน้ำพระอินทร์และด่านบางปะอิน
ขณะที่การออกแบบด่านเก็บค่าผ่านทางนั้นจะซ้อนอยู่ใต้โครงสร้างทางยกระดับ และสามารถใช้เป็นจุดกลับรถได้ด้วย ทำให้ช่วยจำกัดผลกระทบด้านการเวนคืนให้อยู่เพียงบริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอินเท่านั้น
ส่วนผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการสรุปว่ามีความคุ้มทุน โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) เท่ากับร้อยละ 18.2 มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 15,531 ล้านบาท และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) เท่ากับ 1.98 ประเมินค่าลงทุนของโครงการอยู่ที่ประมาณ 30,538 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อสรุปผลการศึกษาเสร็จสิ้นแล้วก็จะจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ (EIA) เพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุมัติ จากนั้นจึงจะดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน (การเวนคืนและชดเชย) ก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างปี 2562 แล้วเสร็จปี 2566 ซึ่งเส้นทางสายนี้จะสามารถรองรับปริมาณการจราจรได้ถึง 88,300 คันต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 146,100 คันต่อวันในปี 2582
โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโครงข่ายถนนสายหลักในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลดระยะเวลาการเดินทางและลดต้นทุนการขนส่ง ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจและการค้าระหว่างภูมิภาค ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ระดับอาเซียนในอนาคต