ปัญหาจากการก่อสร้างที่ไปสร้างผลกระทบกับอาคารข้างเคียง เราคงได้ยินหรือพบเห็นกันบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะแต่ละคนคิดว่าตัวเองมีแดนกรรมสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมาย
แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นว่าถ้าการก่อสร้างของเราสร้างผลกระทบกับบ้านใกล้เคียง ความรับผิดในทางแพ่งก็ยังคงมีอยู่นะครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 บัญญัติว่า “ บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติ และเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน ”
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องละเมิดอยู่ในมาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ทั้งยังมีมาตรา 421 กล่าวรับรองไว้อีกว่า “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้นท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย”
ทั้งสามมาตรามีความเกี่ยวพันกันคือ กรณีของมาตรา 1337 เป็นเรื่องเขาใช้สิทธิตามที่สามารถทำได้และมิได้แกล้งเราโดยตรง ส่วนกรณีมาตรา 420 เป็นมาตราหลักวางหลักเรื่องละเมิดไว้ไม่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม ส่วนมาตรา 421 ก็ยังระบุเรื่องการใช้สิทธิตามกฎหมายที่เขาทำได้ เรียกว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นการแกล้งให้เราได้รับความเสียหาย ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้อนกลับไปกลายเป็นละเมิดตามมาตรา 420 ต้องชดใช้ค่าเสียหาย
ในวันนี้ผมจะแยกให้เห็นความแตกต่างเรื่องการใช้สิทธิ “โดยไม่ผิดกฎหมาย” แต่ทำให้เกิดเสียหายตามมาตรา 1337 และการ “แกล้งให้เราต้องเสียหาย”อีกกรณีหนึ่ง
ผมคัดคำพิพากษาฎีกาตามแนวเรื่องนี้ไว้ (เฉพาะเกี่ยวกับบ้านพักอาศัย)
“คำพิพากษาฎีกาที่ 2949/2526 เดิมบ้านของโจทก์ได้รับลมและแสงสว่างจากภายนอกพอสมควร เมื่อจำเลยสร้างอาคารพิพาทสูงกว่าบ้านโจทก์มาก จึงปิดกั้นทางลมที่พัดจากทางด้านทิศใต้ถึงปีละ 6 เดือน และปิดกั้นแสงสว่างเป็นเหตุให้โจทก์ต้องใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางวัน ดังนี้การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์
แม้จำเลยจะมีแดนกรรมสิทธิ์เหนือพื้นดินของตน แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 420 การใช้สิทธิปลูกสร้างอาคารของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเกินที่ควรคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันสมควร เพราะตรงที่จำเลยปลูกสร้างอาคารพิพาทเป็นย่านประชาชนอยู่อาศัย ไม่ใช่ย่านการค้าหรือประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะกำจัดความเดือดร้อนรำคาญให้สิ้นไปได้ตาม มาตรา 1337”
เรื่องนี้จำเลยไม่ผิดตามมาตรา 421 เพราะมิใช่การกลั่นแกล้ง แต่ผิดตามมาตรา 420 ซึ่งเป็นเรื่องหลัก นอกจากนั้นโจทก์ยังมีสิทธิกำจัดความเดือดร้อนรำคาญตามมาตรา 1337 โดยการรื้อถอนออกไปและชำระค่าเสียหาย จุดสำคัญอยู่ที่ว่า บริเวณนั้นโจทก์หรือเจ้าของบ้านที่เดือดร้อนควรคาดหมายได้ไหมว่าอาจมีการก่อสร้างอาคารสูงนั่นเอง
หากอยู่ในย่านธุรกิจการค้า คาดหมายได้ว่าอาจมีการก่อสร้างอาคารสูงบดบังแล้วก็คงเรียกร้องค่าเสียหาย ตามมาตรา 420 เท่านั้น จะให้รื้อถอนคงไม่ได้
“คำพิพากษาฎีกาที่ 3815/2540 ที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้ถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อประโยชน์ให้ได้มากที่สุด การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้บ้านโจทก์เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่างและทัศนียภาพ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว (ไม่เข้ามาตรา 1337)
…การที่จำเลยก่อสร้างอาคารสูงบังบ้านโจทก์หาเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 (ไม่ได้แกล้งนั่นเอง) แต่จำเลยทำให้บ้านของโจทก์ทรุดตัว เสียหาย จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ (ผิดมาตรา 420) “
คดีนี้จึงขอให้รื้อถอนไม่ได้ แต่โจทก์ได้รับความเสียหาย บ้านแตกร้าว จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายครับ
กรณีการสร้างอาคารสูงนี้เป็นเพียงตัวอย่าง หากมีกรณีอื่นก็สามารถปรับใช้ได้ทำนองเดียวกันครับ สวัสดี
ได้รับความเดือดร้อน
ไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะได้รับความเดือนร้อนเช่นนั้น โดยเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบ สามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นสิ้นไปได้ พร้อมเรียกค่าเสียหาย แต่หากสามารถคาดหมายได้ จะขอให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปไม่ได้ แต่เรียกร้องความเสียหายได้