ด้วยความเจริญที่แผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง ยิ่งโดยเฉพาะการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้า 10 เส้น ทางที่เชื่อมโยงพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้เกิดปัญหาการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมืองรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม, การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น การขยายตัวของพื้นที่เศรษฐกิจในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ตลอดจนปัญหาการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง และการให้บริการสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่ไม่เพียงพอและทั่วถึง
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดทำโครงการวางผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้นมา เพื่อเป็นกรอบชี้นำในการพัฒนาพื้นที่ในด้านต่างๆ พร้อมกำหนดแนวทางให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลอันประกอบด้วยกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการและสมุทรสาคร โดยกำหนดให้มีบทบาทสำคัญ 5 ด้านหลักดังนี้

1.การเป็นศูนย์กลางด้าน การคมนาคมขนส่ง
จากศักยภาพของที่ตั้งในปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ ลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Economic Corridors) ทั้งในระดับอาเซียนและทวีปเอเชีย โดยมีแผนงานโครงการถนนที่ต้องจัดทำตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก คือมอเตอร์เวย์เชื่อมถนนรัตน์ธิเบศร์จากถนนวงแหวนรอบนอกที่ 2 ไปทางตะวันตก เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม,โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมโยงพื้นที่ของเมือง 10 เส้นทาง รวมทั้งการเชื่อมโยงพื้นที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเป็นศูนย์กลางคมนาคมระหว่างประเทศ
2.การเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและบริการ
โดยเฉพาะศักยภาพของพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทั้งที่ย่านอโศก สีลม สาทร และพระราม 3 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านการเงินและการธนาคารมหาศาล
3.การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง
จากนโยบายประเทศไทย 4.0 ของภาครัฐที่ต้องการเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความต้องการกระจายภาคอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ ออกไปยังจังหวัดต่างๆ ในปริมณฑล โดยกำหนดให้กรุงเทพฯ มีบทบาทในการบริหารปกครองและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมในปริมณฑลให้เกิดคลัสเตอร์ในพื้นที่ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน,อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคมในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี,คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งหุ่มในจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร เป็นต้น ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางรางและทางเรือ เพื่อเชื่อมโยงเขตส่งเสริมการลงทุนกับพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมไปสู่ภูมิภาคและในระดับประเทศด้วย
4.การเป็นศูนย์กลางด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ระดับโลก
เนื่องจากประเทศไทยมีการให้บริการสาธารณสุขดีที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เดินทางมาใช้บริการสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก จำนวน 1.4 ล้านคนในปี 2558 และจากการส่งเสริมและสนับสนุนในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่กำหนดให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการสุขภาพชองภูมิภาค (Medical Hub)
5.การเป็นศูนย์กลางด้าน การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม กรุงเทพฯ
เป็นเมืองที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกถึง 21.47 ล้านคนในปี 2559 และเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 18 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของบทบาททั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒธรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว จึงทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
ทั้งนี้ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 1 โครงการวางผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อเป็นกรอบชี้นำในการพัฒนาของกรุงเทพฯและปริมณฑล รองรับการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ลดปัญหาความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดวางระบบคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2580 กรุงเทพฯและปริมณฑลจะก้าวเข้าสู่บทบาทการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "มหานครแห่งเอเชีย" (The Greater Region of Asia)
สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากจัดประชุมเชิงวิชาการให้ครบทั้ง 3 ครั้งแล้ว ก็จะนำข้อเสนอและความคิดเห็นจากผู้แทนในภาคส่วนต่างๆ ที่้เข้าร่วมประชุมนำไปประกอบการจัดทำวิสัยทัศน์, ร่างผังภาค,ผังรายสาขา (อาทิ ผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน, ผังระบบโครงข่ายคมนาคมและขนส่ง, ผังพื้นที่โล่ง และผังระบบสาธารณูปโภค-สาธารณูปการต่างๆ) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ แล้วจัดทำเป็นข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อส่งต่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2560

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผังภาคดังกล่าวเป็นเพียงผังทางวิชาการที่ยังไม่มีสภาพบังคับใช้ทางกฏหมาย แต่ล่าสุดกำลังจะมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติผังเมืองฉบับใหม่ ซึ่งจะกำหนดให้ผังภาคมีผลบังคับใช้ทางกฏหมาย รวมทั้งเตรียมจะมีการจัดทำผังประเทศขึ้นอีกในลำดับต่อไปด้วย