++อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
ในขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูก
สร้าง ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่ส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลดข้อวิตกกังวลของ
ประชาชนโดยทั่วไป เพราะจะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลักและมีมูลค่า
(ราคาประเมิน) ไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ก็ได้รับการ
ยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีความแตกต่างกับทรัพย์สินที่ใช้สำหรับการประกอบธุรกิจหรือ
อุตสาหกรรมประเภทอื่น เพราะธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดสรรที่ดิน หรือ
โครงการอาคารชุด ก็เป็นการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย แต่เนื่อง จากสินค้าอสังหาริมทรัพย์มีลักษณะ จะ
ต้องเสียภาษีเหมือนกับเป็นทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
ทั้งนี้ ตามร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลก็ได้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีสำหรับสาธารณูปโภคที่อยู่ใน
โครงการจัดสรรและทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุด แต่มีข้อสังเกตที่อาจจะยังขาดความชัดเจนบาง
ประการคือ
1. โครงการอาคารชุด ที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคาร รวมถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ในโครงการเช่น ถนน
ทางเดินระหว่างห้องชุด ลิฟต์ บันได บันไดหนีไฟ สโมสร สระว่ายน้ำ ถือเป็นทรัพย์ สินส่วนกลาง ซึ่งจะ
ต้องได้รับการยกเว้นภาษีเพราะฐานภาษีของอาคารชุดคือห้องชุดเท่านั้น แต่สโมสรสระว่ายน้ำ ตามพระ
ราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินถือเป็นบริการสาธารณะ หากตามร่างของกระทรวงการคลังแล้ว พบว่าจะไม่ได้
รับการยกเว้นภาษี ข้อเท็จจริงบริการเหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรได้ คำถามคือ เมื่อจบโครงการผู้ประกอบ
การจะยกบริการสาธารณะเหล่านี้ให้เป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หากต้องเสียภาษีก็เชื่อว่านิติบุคคล
หมู่บ้านจัดสรร จะไม่ประสงค์รับโอนสโมสรและสระว่ายน้ำจากผู้ประกอบการ
2. การจัดเก็บภาษีใน อัตราผ่อนปรน สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลา 3 ปี ที่อยู่
ระหว่างการพัฒนา กรณี นี้มีข้อที่ยังไม่ชัดเจนคือ หากนับเวลาตั้งแต่ซื้อที่ดินมา อาจมีข้ออ้างสำหรับทุก
บริษัทว่าซื้อมาเพื่อพัฒนาสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความเห็นของสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคม
อสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย ที่ได้ส่งไปยังกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ ได้ให้ความ
เห็นว่า ควรเริ่มนับจากวันที่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการจัดสรรที่ดิน ส่วนโครงการอาคารชุด
ควรนับจากวันที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคาร หลังจากนั้นหากยังจำหน่ายไม่หมดส่วนที่เหลือก็ต้องรับ
ภาระภาษี
3. หากเริ่มนับระยะเวลาเมื่อได้รับใบอนุญาตจัดสรรหรือใบอนุญาตก่อสร้างตามข้อ 2 แล้ว ก่อนที่
จะได้รับอนุญาตจะเสียภาษีอย่างไร เช่น ที่ดินที่ซื้อมาเดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจะถือเป็นพื้นที่
เกษตรกรรมหรือไม่ก่อนการได้รับใบอนุญาตจัดสรร เพราะหากที่ดินมีมูลค่า 100 ล้านบาท จะต้องเสีย
ภาษีประเภทเกษตรกรรมในอัตรา 0.05% แต่หากถือว่าเป็นที่ดินเพื่อพาณิชย กรรมจะเสียภาษีในอัตรา
0.7% ซึ่งจะต่างกัน 14 เท่า
4. กรณีได้รับการผ่อนปรน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต สำหรับอาคารชุดหากครบ 3 ปีแล้ว
ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จก็จะเสียภาษีเฉพาะที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารชุดใช่หรือไม่ และเมื่อจดทะเบียน
อาคารชุดแล้ว ก็จะคำนวณภาษีจากพื้นที่ห้องชุดใช่หรือไม่?
5. กรณีของโครงการจัด สรร หากได้รับการผ่อนปรน 3 ปี นับแต่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร คำถามก็
คือ บ้านหรืออาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง (Work in process) ซึ่งยังไม่ได้ขอจดทะเบียนบ้าน (ยังไม่มี
เลขที่บ้าน) ต้องคำนวณภาษีหรือไม่อย่างไร?
6. สำหรับกรณีการก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ (ขอจดทะเบียนบ้านแล้ว) ก็จะกลายเป็นที่ดินพร้อมสิ่ง
ปลูกสร้าง (ซึ่งเป็นสินค้ามีไว้เพื่อขาย) จะคิดอัตราภาษีเหมือนบ้านหลังที่ 2 หรือคิดอัตราภาษีเป็นประเภท
พาณิชยกรรม เพราะหากบ้านพร้อมที่ดินมูลค่า 100 ล้านบาท และถือเป็นบ้านหลังที่ 2 จะเสียภาษีใน
อัตรา 0.25% แต่หากถือเป็นพาณิชยกรรมจะเสียภาษีในอัตรา 0.7%
ผู้เขียนเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะลดการใช้ดุลพินิจของแต่ละท้องถิ่น
ในการประเมินภาษีจากค่ารายปี เพราะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีฐานการคำนวณจากราคาประเมินของ
ที่ดิน และราคาประเมินของสิ่งปลูกสร้างไว้ชัดเจน พระราชบัญญัติภาษีฉบับนี้ น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญ
ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในระยะยาว
ทั้งนี้การพิจารณาเพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือกระทรวงการคลัง
ในฐานะเจ้าของเรื่อง เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและน่าจะนำคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับภาษีโรง
เรือนและที่ดิน พ.ศ. 2575 และภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ที่มีอยู่ในหลายกรณีตลอดหลายสิบปีที่ผ่าน
มา มาร่วมพิจารณาด้วยเพื่อเกิดการตีความและข้อขัดแย้งน้อยที่สุด เมื่อพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ ดัง
นั้น การกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้น ควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทย
นอกจากนี้ควรให้มีการปรับตัวในเรื่องของอัตราภาษี ซึ่งไม่อาจเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ที่มีการจัด
เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาเป็นเวลานานและจัดเก็บในอัตราสูง เพราะประเทศเหล่านั้น มีสวัสดิการ
หรือบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้กับประชาชนในท้องถิ่นก็มีมากด้วยเช่นเดียวกัน
++"น่าจะเป็นเครื่งมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถินในระยะยาว"