เบื้องหลังเอกชนรวมพลังต้านภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง

นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติ
เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ... ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษี
โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 
จนถึงบัดนี้เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน

กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาตั้งแต่ปีที่แล้ว 
จนบัดนี้มีการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการวาระ 2 กำลังเข้าสู่วาระ 3 แต่ดูเหมือนการปฏิรูปภาษีที่ดินฯ 
ฉบับนี้มีปัญหายุบยิบรุนแรงไปหมด

เฉพาะในวาระที่ 2 ปรากฏว่าที่ประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา 
มีข้อถกเถียงกันมากในเรื่องอัตราการจัดเก็บภาษี เนื่องจากอัตราภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับ
ประชาชนในวงกว้าง ทั้งคนจน คนชั้นกลาง และคนรวย เพราะบางแห่งอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นพัน
กว่าเท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการคิดอัตราภาษีใหม่ต้องใช้การประเมินตามอัตราที่ดินใหม่

ถึงขนาดที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต้องออกแรงใช้มือของสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ
ออกมายับยั้งและให้เสนอปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมา เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลซึ่งขณะนี้มีข้อมูลเล็ดลอด
ออกมา พบว่า มีข้อเสนอที่สะท้อนถึงปัญหากว่า 1 หมื่นหัวข้อ "เรียกว่าไม่สะเด็ดน้ำ"

วันที่ 22 กันยายน 2560 ในที่สุดที่ประชุมกรรมาธิการฯ ก็มีมติขอขยายเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.
ภาษีที่ดินฯ ออกไปอีก 60 วัน จากเดิมกำหนดสิ้นสุดเดือนกันยายน 2560 ไปสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 
2560 แต่ยังไม่แน่ว่าจะยุติหรือไม่

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ที่เป็นหัวเรือหลักในการทำคลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมายอมรับว่า ถ้า
ไม่เสร็จหรือไม่ได้ข้อสรุปก็อาจขอขยายเวลาออกไปได้อีก

++อะไรที่เป็นปัญหาและทางออกอยู่ตรงไหน!

ผมสแกนรายละเอียดไปก็พบปัญหาในข้อกฎหมายมากมายเหลือคณา อันดับแรก เรื่องอัตรา
เพดานภาษีที่รัฐบาลเสนอให้ สนช.พิจารณา แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1.ที่ดินเพื่อการเกษตร มีเพดานภาษี 0.2% และให้เว้นเก็บภาษีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท 
ส่วนที่ดินมูลค่า 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ให้เก็บ 0.10%

2.เป็นที่ดินเพื่ออยู่อาศัย เพดานภาษี 0.5% เว้นภาษีบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท บ้าน 
50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.10% สำหรับบ้านหลังที่ 2 มูลค่าไม่
เกิน 50 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.03% บ้าน 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้าน
บาท เก็บ 0.10%

3.ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ หรือกรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม ให้จัด
เก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน 2% โดยมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษี 0.3% มูลค่า 20-50 ล้านบาท 
เสีย 0.5% มูลค่า 50-100 ล้านบาท เสีย 0.7% มูลค่า 100-1,000 ล้านบาท เสีย 0.9% มูลค่า 
1,000-3,000 ล้านบาท เสีย 1.2% และมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท เสีย 1.5%

4.ที่ดินว่างเปล่า หากไม่ใช้ประโยชน์จะเก็บเพิ่มขึ้น 0.5% ทุกๆ 3 ปี แต่สุดท้ายต้องไม่เกิน 5% เฉพาะ
กรณีที่ดินเพื่อการเกษตรมีเพดานภาษี 0.2% และให้เว้นเก็บภาษีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท
ขณะนี้กรรมาธิการได้มีการแก้ไขใหม่จากที่รัฐบาลเสนอกำหนดยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาทในทุก
แปลง ไม่ต้องเสียภาษี แต่กรรมาธิการฯ ปรับใหม่ เป็นการกำหนดเป็นพื้นที่รวมใน 1 องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็น อบต.เทศบาล และ กทม.ถ้าเกิน 50 ล้านบาท ต้องเสียภาษีทันที
เดิมถ้าพื้นที่เกษตรกรรมใน อบต.นี้ มี 20 แปลง แปลงละ 10 ล้านบาท รวม 200 ล้านบาท จะได้รับ
ยกเว้นทั้งหมด แต่กฎหมายใหม่จะยกเว้นเฉพาะ 50 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีกี่แปลงรวมกัน แต่อีก 150 ล้าน
บาท ต้องเสียภาษีทันทีอันนี้ก็ยุ่งยากในการจัดเก็บไม่น้อย

เรื่องบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทที่รัฐบาลเสนอยกเว้นภาษีนั้น ในชั้นกรรมาธิการฯ ได้
สรุปตรงกันแล้วว่าจะเก็บบ้านที่มีราคา 20 ล้านบาท เพราะบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีแค่ 11,000 
หลังเท่านั้น

แต่นั่นมิใช่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ต้องชะลอออกไป จนบรรดาหอการค้าต้องพาเหรด
กันออกมา "ส่งเสียงดัง" ไปยังรัฐบาลทหาร เพราะส่วนใหญ่ 90% ถือครองที่ดินที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 
20 ล้านบาท ที่ได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว มีเพียงส่วนน้อยราว 10% เท่านั้นที่อาจได้รับผลกระทบ
ประเด็นอยู่ที่นี่ "ที่ดินสิ่งปลูกสร้างใจกลางเมืองในย่านธุรกิจ" ที่บรรดาขาใหญ่ถือครองจะต้องเสีย
ภาษีใหม่ตามอัตราใหม่ที่จะกลายเป็นต้นทุนของบรรดาเศรษฐี พ่อค้านี่แหละคือปัญหา

ปัจจุบันที่ดินย่านสีลม สุรวงศ์ เจริญกรุง เยาวราช สุขุมวิท ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา สงขลา โคราช 
ขอนแก่น ที่ดินแค่ 100-200 ตร.ว.มีมูลค่าเป็น 50-100 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ย่อมโดนชาร์จภาษีกันไป
หลังแอ่น

บรรดาพ่อค้าที่ถือครองที่ดินเหล่านั้นก็ต้องส่งผ่านไปยังผู้เช่าที่ต้องเสียภาษีแบบขั้นบันไดตาม
กรณีที่ 3

ถ้าคิดภาษีในอัตรา 0.1% ราคา 50-100 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษี 5 หมื่น-1 แสนบาท เมื่อต้องถูก
ประเมินและเสียภาษีตามโครงสร้างภาษีใหม่ สุดท้ายก็ต้องผลักภาระไปยังผู้เช่าคนอื่นๆ
"ที่ดินตาบอด" ที่ถูกปิดทางเข้าออก จะขายออกไปก็ไม่ได้ ที่ดินที่ถูกรอนสิทธิอยู่ในแนวเขต
เวนคืน อยู่ในเขตผังเมืองที่ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง จะต้องถูกประเมินภาษีตามอัตราใหม่ จะขายก็ไม่ได้ 
โอนก็ไม่ได้ กลับถูกเรียกเก็บภาษีรายปี โดยไม่มีข้อยกเว้น

อีกประเด็นหนึ่งที่กลายเป็นปมใหญ่ที่บรรดาสมาชิกหอการค้ายกมาคัดค้านคือกฎหมายนี้มี
กำหนดโทษจำคุก ในกรณีจ่ายช้าหรือไม่ยอมจ่ายภาษี อันนี้แหละที่หลายคนไม่รู้

กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงบังคับให้ต้องจ่ายภาษีการถือครองที่ดินใหม่เท่านั้น แต่ใครที่ถือครองที่ดิน 
สิ่งปลูกสร้างมีสิทธิถูกดำเนินคดีอาญาหากดื้อดึงไม่เสียภาษี

นี่คือปมใหญ่ที่กระทรวงการคลังต้องเร่งหาทางออกก่อนกฎหมายนี้จะแท้งคาสภา รีบไปล็อค
คอหอการค้า-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย-ขาใหญ่ในประเทศด่วน

ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/news

ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th

และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage

 

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง