หัวเรือใหญ่ของแบรนด์บ้านที่พวกเราคุ้นเคยกับสไตล์อังกฤษอันเป็นเอกลักษ์อย่าง Brighton, Britania, Grand Britania และ Belgravia จะมีมุมมองในการทำธุรกิจบ้านแนวราบเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุที่ Britania ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งแม้ต้องเจอกับวิกฤตโควิด-19 ร่วม 2 ปี ไปพบกับคำตอบจากคุณศุภลักษณ์กันได้เลย
Brighton จะย่อลงมา มีโลเคชั่นที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่จำเป็นต้องเข้าเมือง ขยับขึ้นมาก็จะเป็น Grand Britania ที่เราพบว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 กำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มกลางบนจะไปได้ค่อนข้างเยอะ ไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องสินเชื่อ เราก็เลยเน้น Segment นี้มากขึ้น จะเห็นว่าในปีที่ผ่านมา เรามีการเปิดตัวโครงการ Grand Britania หลายโครงการ
เราจึงต้องกลับมาดีไซน์พื้นที่กันใหม่เลย แยกเป็น Day Zone ชั้นล่างทั้งหมด กับ Night Zone ชั้นบนทั้งหมด ซึ่งเราให้ความสำคัญกับ Day Zone ค่อนข้างมากเพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน มีมุมที่ใช้ทำงานได้ มีส่วนพักผ่อน และมีส่วนที่เป็น Family Area เกิดขึ้น แม่ต้องทำกับข้าวมากขึ้น ลูกต้องเรียนที่บ้าน พ่อก็ต้องประชุม Golden Age ก็ต้องได้รับการดูแลในเทรนด์สังคมผู้สูงวัย ทำให้เราต้องปรับ Interior ค่อนข้างเยอะ
เป็นโอกาสดีของเราที่ผู้บริโภคหันมาสนใจแนวราบ แต่เราก็ไม่ได้ฉวยโอกาสนั้นง่ายๆ เราต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ให้ลูกค้าที่มาเลือกซื้อบ้านของเรา Britania มี Tagline ที่ใช้เป็น Slogan ประจำอยู่ในโลโก้ว่า “A life you love” เป็นปณิทานที่เรามุ่งมั่นทำบ้านให้เป็นที่ที่ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้ในแบบที่ลูกค้ารัก ก็ทำให้ Britania มีการคิด มีการพัฒนาสินค้าและบริการอยู่เสมอ
เชื่อว่าหลังจากนี้ Britania จะเป็นอีกบริษัที่ทำงานอย่างมี Energy และมีโมเดลใหม่ๆ เข้ามาอยู่เรื่อยๆ เรามี DNA จาก Origin ที่มี Business Model แปลกใหม่เสมอ ก็คิดว่า Britania จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องโลเคชั่น ที่จะขยายตัวมากยิ่งขึ้น ไม่อยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงอาจมี Joint Venture ร่วมทุนกับบริษัทที่เราเห็นว่าทำธุรกิจร่วมกันได้
เราอยากเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภค ทุกครั้งที่ผู้บริโภคนึกถึงบ้านที่มีคุณภาพและการบริการที่ดี ใส่ใจ ไม่เหมือนใคร ก็จะนึกถึง Britania
ที่สำคัญคืออยากให้ระหว่างเรากับผู้บริโภคมีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน เพื่อสังคมไทยที่แข็งเเกร่ง เพราะสังคมที่ดีเริ่มจากที่บ้าน และ Britania ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้น