
การมีบ้านเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายคน แต่สำหรับ "มือใหม่" ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยและยังไม่เคยมีประสบการณ์กู้ธนาคารมาก่อน โลกของสินเชื่ออาจดูซับซ้อนและน่าปวดหัว บทความนี้ HomeBuyer (home.co.th) ได้สรุปกฎเหล็กและข้อควรรู้แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเตรียมตัวกู้ซื้อบ้านได้อย่างมั่นใจและไม่สร้างภาระหนักจนเกินไปในอนาคต
1. ประเมินกำลังผ่อน: คิดง่ายๆ กู้ 30 ปี ผ่อนล้านละ 7,000 บาทต่อเดือน
คำถามแรกของผู้เริ่มต้นคือ "ถ้าจะกู้ซื้อบ้าน ต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่?"
หากอ้างอิงจากเรทดอกเบี้ยเฉลี่ยในปัจจุบัน สูตรคิดง่ายๆ สำหรับการกู้ระยะเวลา 30 ปี คือ ยอดกู้ทุกๆ 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน
ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารจะประเมินจากความสามารถในการผ่อนชำระของคุณเป็นหลัก โดยมีหลักการทั่วไปว่า ยอดผ่อนชำระหนี้ในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ถึง 40% ของรายได้สุทธิ เพื่อให้คุณยังมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเก็บออม ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ความสามารถในการผ่อนชำระของคุณจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 - 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจขอสินเชื่อได้ในวงเงินราว 1.5 ล้านบาท
2. ระวังหลุมพราง "โปรโมชั่น" ปีแรกๆ ผ่อนน้อย แต่อย่าประมาทราคาผ่อนจริงที่จะขึ้นเกิน!
การแข่งขันของสถาบันการเงินมักจะดึงดูดผู้ซื้อด้วยโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนใหญ่มักจะเป็นอัตราคงที่ (Fixed Rate) ในช่วง 1-3 ปีแรก เพื่อให้ยอดผ่อนดูน้อยและจับต้องได้ แต่หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็น อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) โดยอิงกับอัตรา MLR หรือ MRR ของแต่ละธนาคาร
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่: อย่าตัดสินใจซื้อบ้านที่ราคาเกินกำลังเพียงเพราะเห็นว่าโปรโมชั่นปีแรกๆ มียอดผ่อนที่ถูกและสามารถจ่ายไหว คุณต้องมองไปที่ "ราคาผ่อนจริงที่จะขึ้นเกิน" ในปีที่ 4 เป็นต้นไป เมื่อดอกเบี้ยปรับเป็นอัตราลอยตัวตามภาวะตลาด ค่างวดที่คุณต้องจ่ายจริงจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากไม่เตรียมกำลังการผ่อนชำระเผื่อไว้ อาจทำให้เกิดปัญหาผ่อนไม่ไหวจนบ้านถูกยึดได้ในที่สุด
ทางออก: เมื่อผ่อนชำระไปจนครบ 3 ปี (หรือพ้นช่วงโปรโมชั่น) ผู้กู้ควรทำเรื่อง "รีไฟแนนซ์ (Refinance)" ย้ายไปกู้กับสถาบันการเงินแห่งใหม่ที่มีดอกเบี้ยถูกกว่า หรือขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม เพื่อให้กลับมาได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและลดภาระค่างวด ทั้งนี้ ต้องรอให้ครบ 3 ปีก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนธนาคารเดิมคิดค่าปรับ (Prepayment Penalty) ซึ่งมักตั้งไว้ที่ 2-3% ของวงเงิน
3. กู้ไม่ได้ 100% เสมอไป ต้องเตรียม "เงินดาวน์" และ "ค่าใช้จ่ายวันโอน"
ตามมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV - Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย การกู้ซื้อบ้านมักจะไม่สามารถกู้ได้เต็ม 100% ของราคาบ้านเสมอไป สำหรับคอนโดมิเนียม (โครงการแนวสูง) ธนาคารจะปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 90% (ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินดาวน์ 10%) และสำหรับบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม (โครงการแนวราบ) จะปล่อยกู้สูงสุด 95% (ต้องมีเงินดาวน์ 5%)
นอกจากเงินดาวน์แล้ว มือใหม่ยังต้องเตรียมเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายแอบแฝงในวันโอนกรรมสิทธิ์ ได้แก่:
- ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมิน (มักตกลงจ่ายคนละครึ่งกับผู้ขาย)
- ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท)
- ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และค่าจดประเมินราคาหลักประกัน
4. เคล็ดลับคนมีบ้าน นำดอกเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้
ข้อดีแฝงของการเป็นหนี้บ้านคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลอนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำ "ดอกเบี้ยเงินกู้ผ่อนบ้าน" ตามที่จ่ายจริงมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึงปีละ 100,000 บาท ซึ่งช่วยให้มนุษย์เงินเดือนประหยัดเงินภาษีไปได้หลักหมื่นบาทต่อปี
การซื้อบ้านครั้งแรกต้องอาศัยความเข้าใจและวินัยทางการเงินที่มั่นคง หากคุณประเมินกำลังผ่อนที่แท้จริงอย่างรอบคอบและไม่หลงระเริงกับโปรโมชั่นระยะสั้น การมีบ้านในฝันก็จะเป็นความสุขที่ปราศจากความกังวล
ถ้าสนใจหาซื้อบ้าน ให้เรา HomeBuyers ช่วยได้! พบกับโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คุณ พร้อมรับคำปรึกษาและข้อมูลเชิงลึกได้ที่ home.co.th