
สำหรับใครที่ซื้อบ้าน แล้วพบปัญหาไม่มีเงินก้อนหลังจากการผ่อนดาวน์บ้านซึ่งจะตกประมาณ 10-20% ของราคาบ้าน ส่วนที่เหลืออีก 80-90% จึงต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคารโดยนำบ้านที่ซื้อเป็นหลักค้ำประกัน แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านแบบไหน หรือจากธนาคารไหนดี Home Buyers มีข้อแนะนำดีๆมาฝาก!
การกู้เงินซื้อบ้าน มีปัจจัยและเงื่อนไขที่ผู้กู้ควรพิจารณาก่อน เช่น จะกู้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านคงที่หรือลอยตัวดี วงเงินที่จะกู้ ระยะเวลากู้ ในการกู้ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะต้องผ่อนชำระเงินงวดเท่าใด รวมถึงเงื่อนไขการให้บริการต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้กู้ควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบระหว่างสถาบันการเงินแต่ละแห่ง แล้วจึงเลือกสถาบันการเงินที่ให้ประโยชน์มากที่สุด
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่จะเลือกใช้ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ซื้อบ้านบางท่านอาจจะคิดไม่ตกว่าจะเลือกแบบไหนดี เพราะในปัจจุบันสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีทางเลือกให้กับผู้กู้มากกว่า 1-2 ทางเลือก อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ธนาคารเสนอในตลาดในขณะนี้จะมีทั้งแบบ “อัตราดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating rate loan), แบบ “อัตราดอกเบี้ยคงที่” (Fixed rate loan) และแบบ “อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านคงที่ระยะหนึ่ง" และปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan) ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านลอยตัว
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่กำหนดมาแล้ว แต่จะไม่อยู่คงที่ตายตัวตลอดระยะเวลากู้ ธนาคารสามารถปรับเปลี่ยนขึ้น-ลงตามที่เห็นสมควร ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบการเงิน หรือตามต้นทุนการเงินของธนาคาร บางปี อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านตัวอาจมีการปรับเปลี่ยนไปถึง 4-5 ครั้ง แต่บางปีก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็มี
ซึ่งการปรับเปลี่ยน ( อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบลอยตัว) นี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ผู้กู้ชำระในแต่ละเดือนได้ โดยเฉพาะหากมีการปรับตัวสูงขึ้นในภายหลัง จนทำให้เงินงวดต่อเดือนที่ผู้กู้ผ่อนชำระกับธนาคารไม่พอชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น อาจจะต้องเพิ่มเงินงวดต่อเดือนในภายหลัง จนเกินที่ผู้กู้จะรับภาระไหวก็ได้
ฉะนั้น ผู้กู้เงินแบบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านลอยตัวในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ จึงต้องระวังในกรณีนี้ด้วย แต่ในการคำนวณเงินงวดแม้ธนาคารฯ ส่วนใหญ่จะคิดอัตราดอกเบี้ยตามประกาศจริง แต่มีบางธนาคารใช้วิธีการคำนวณเงินงวดต่อเดือนของลูกค้า โดยคิดเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยจริงบวกด้วย 1-3% ตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้กู้ในกรณีที่ดอกเบี้ยเพิ่มในภายหลัง หรือหากดอกเบี้ยไม่เพิ่มหรือลดลงเงินงวดที่ผู้กู้จ่ายเกินไว้ก็จะไปตัดเงินต้นมากขึ้น และทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่ระบุในสัญญากู้ เช่น กู้ 30 ปี อาจจะเหลือ 27-28 ปี เป็นต้น
2. ส่วนอัตราดอกเบี้ยคงที่
ปัจจุบันจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้, อัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกจากนั้นเป็นลอยตัว, อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรก จากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน ดังนี้
2.1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือตายตัวตามประกาศของธนาคารในขณะที่ขอกู้ โดยไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงิน ดังนั้นเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนก็จะคงที่ตลอดระยะเวลากู้ 5-10-15-20-30 ปี ตามแต่ผู้กู้จะเลือก เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ประจำ และต้องการผ่อนชำระเงินงวดในอัตราเท่าๆ กันทุกเดือน
2.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกจากนั้นเป็นลอยตัว ธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นๆ 1-5 ปี จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย คงที่เดิมก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดเงินและต้นทุนทางการเงินของธนาคารในขณะนั้น เหมาะสำหรับผู้กู้ที่คาดว่ารายได้จะ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากหลังจากอัตราดอกเบี้ยคงที่แล้วปรับเป็นลอยตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่
2.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินจะกำหนดดอกเบี้ยแบบคงที่ในระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี แต่ในระหว่างนั้นอาจกำหนดคงที่แบบขั้นบันได เช่น กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปี ปีแรก = 1%, ปีที่ 2 = 2.5%, ปีที่ 3 = 3.5%, ปีที่ 4 = 4.5% หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น
2.4 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา ธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และจะปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี ตลอดระยะเวลาตามสัญญากู้ เช่น สินเชื่อเคหะรวมใจ หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่นาน 30
1. MLR (Minimum Loan Rate)
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดี เป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระที่แน่นอน อัตราดอกเบี้ย MLR ของแต่ละสถาบันการเงินจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการกำหนดของสถาบันการเงินนั้น ๆ เป็นอัตราดอกเบี้ยประเภทลอยตัว ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจการเงินในขณะนั้นด้วย ปัจจุบันอยู่ที่ 7.00-8.10% แต่ละธนาคารจะแตกต่างกัน
2. วงเงินให้กู้
สถาบันการเงินหรือธนาคารส่วนใหญ่มักจะให้กู้หรือให้สินเชื่อไม่เกิน 90% ของราคาที่อยู่อาศัย ดังนั้นการวางเงินดาวน์ในการซื้อบ้านจะต้องวางอย่างต่ำ 10% ของราคาบ้าน เงินดาวน์ (Down Payment) คือ เงินมัดจำที่ชำระล่วงหน้าตอนที่ตกลงซื้อ โดยทั่วไปเงินดาวน์มักถูกกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาที่พักอาศัยตั้งแต่ 5-20% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งหน่วยงานราชการบางที่ได้ทำข้อตกลงกับธนาคาร ผู้กู้ที่เป็นเจ้าพนักงานของหน่วยงานนั้น ๆ สามารถกู้ได้ถึง 100% เลยทีเดียว
3. ระยะเวลาการผ่อนชำระ (Loan Tenure)
ระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินกู้สำหรับสินเชื่อหรือการกู้ยืมเงินระยะยาว สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้น จะให้ระยะเวลาการผ่อนชำระ (Loan Tenure) ที่นานกว่าสินเชื่ออื่น ๆ แต่จะมีระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ซึ่งระยะเวลาการผ่อนชำระขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขอกู้ในขณะนั้นด้วย หากผู้ขอกู้มีอายุมาก ก็จะได้ระยะเวลาการผ่อนชำระที่สั้น ถ้าผู้กู้มีอายุน้อยก็จะได้ระยะเวลาที่ยาว ซึ่งการได้ระยะเวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนั้น มีผลต่อจำนวนเงินที่ผ่อนต่อเดือน ซึ่งจะสูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการผ่อนชำระด้วย
4. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย
ในแต่ละปีว่าจะต้องเสียอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระร้อยละเท่าใด ในแต่ละปีอาจไม่เท่ากัน ดังนั้นผู้กู้ควรนำอัตราดอกเบี้ยของแต่ละปีมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อจะได้นำค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบกัน เช่น ธนาคาร A ( อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 1.94%, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 = 6.22%, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 = 6.22% ดังนั้นค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปีเท่ากับ 4.79%) ส่วน ธนาคาร B ( อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 3.00%, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 = 4.75%, อัตราดอกเบี้ยปีที่ 3 = 4.75% ดังนั้นค่าเฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปีเท่ากับ 4.16%) เมื่อทำการเปรียบเทียบเฉลี่ย 3 ปีจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยเราเท่าไหร่ ซึ่งข้อนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจในการกู้เป็นอย่างมาก
5. การบริการ
เลือกที่การให้บริการ ซึ่งแต่ละธนาคารย่อมแตกต่างกันแน่นอน สิ่งที่จะชนะใจลูกค้ามากที่สุดก็คือ ธนาคารใดมีรอยยิ้ม การต้อนรับ การให้คำอธิบาย การให้บริการที่ดีกว่าย่อมชนะใจลูกค้า ซึ่งข้อสุดท้ายนี้อาจเป็นข้อแรก ๆ ที่ลูกค้าบางรายพิจารณาเลยก็ว่าได้
ที่มาข้อมูล : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา By Yui Get Rich