1. แจ้งความจำนงขอกู้ ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้ พร้อมทั้งนำหลักฐาน ประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด
2. การยื่นกู้ สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกันด้วย (แต่ละแห่งไม่เท่ากัน ) จากนั้น สถาบันการเงินจะไปสำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกัน จะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน) และสถาบันการเงินจะพิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของ
ผู้กู้ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ และ จะแจ้งผลการขอกู้ ให้ผู้กู้ทราบภายใน 5-10 วัน)
หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติเงินกู้
โดยทั่วไปในการพิจารณาเงินกู้ของสถาบันการเงินต่างๆ จะคล้ายกัน คือ ดูจากความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของผู้กู้ เอง (เงินรายได้) ว่าสามารถที่จะชำระหนี้ได้ตลอดระยะเวลากู้หรือไม่ และดุจากหลักทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกัน เนื่องจากในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สถาบันการเงิน ก็สามารถ บังคับเอาจากหลักประกัน ที่ผู้กู้นำมาค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ได้รับแจ้งจากธนาคารว่าได้อนุมัติกู้แล้ว ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เพื่อมาลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง พร้อมทั้งนัดวันไปทำ นิติกรรม จำนองที่สำนักงานที่ดิน
กรณีที่นัดวันแล้ว หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจจะไปดำเนินการตามวันที่นัดไว้ได้ ผู้กู้ก็สามารถแจ้งเลื่อนนัด และขอ นัดวันทำสัญญากับธนาคารใหม่ได้ โดยในวันจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดิน ในเขต ที่หลักทรัพย์ตั้งอยู่
ค่าใช้จ่ายที่ผู้กู้จะต้องเตรียม ในวันจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินค่าจดจำนองจำนวน 0.1% ของวงเงินกู้ และค่าธรรมเนียม ในการโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินของกรมที่ดิน (โดยทั่วไปผู้ขายมักจะเป็นผู้จ่าย ยกเว้นจะมี การตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย) จากนั้นผู้กู้ก็จะต้องมีภาระในการผ่อนชำระเงินงวดทุกเดือน ภายในเวลาที่กำหนด เช่น ก่อนวันสิ้นเดือน ทั้งนี้อาจชำระเป็น เงินสด หรือให้ธนาคารหักจากบัญชีเงินฝากของตนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง
ในส่วนของค่าใช้จ่าย อีกส่วนที่ผู้กู้ไม่ควรมองข้ามหลังจากผ่อนกับแบงก์แล้ว คือ ค่าปรับต่างๆ เช่น กรณีที่ผู้กู้ต้องต้องการไถ่ถอนคืนก่อนครบเวลาตามสัญญากู้ สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะคิดค่าปรับกับผู้กู้ในกรณีที่มีการ ชำระคืนในระยะแรก โดยกำหนดภายใน 2-3 ปีแรกนับจากวันที่ทำสัญญากู้ หากชำระหมดหลังจากนั้น ก็ไม่ต้องเสียเบี้ย ปรับ ซึ่งค่าเบี้ยปรับในส่วนนี้ ธนาคารจะคิดไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป ธนาคารพาณิชย์จะคิดประมาณ ร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เช่น กู้เงิน 700,000 บาท หากต้องการชำระหนี้หมดภายใน 3 ปี จะต้องเสียเบี้ยปรับจำนวน 14,000 บาท เป็นต้น
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย