ลูกหนี้บ้านธอส.ตกงานกรี๊ด!! ยืดอายุหนี้ถึง 70 ปี-ปรับโครงสร้าง-ลดดอก /คุม NPLปีนี้ไม่เกิน 2-3%

นายวัฒนา มโนเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก ธอส.จึงได้วางมาตรการควบคุมหนี้เสียที่เกิดจากสินเชื่อบ้านหรือเอ็นพีแอล (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไม่ให้เกิน 2-3% ซึ่งจะนำเสนอแผนให้บอร์ดบริหารพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 27 มีนาคมนี้ โดยแผนงาน ดังกล่าว จะพยายามไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลซึ่งจะน้อยหรือมากก็ต้องมีการชำระ ถ้าหากเป็น ลูกหนี้ใหม่ก็จะให้ลูกค้าหาผู้กู้ร่วม ส่วนกรณีคู่สมรสที่ผ่อนชำระค่าบ้านมานานแล้วเช่น 10 ปี แต่เกิดการว่างงานในภายหลัง สมมติว่าหนี้ 1 ล้านบาท และลูกหนี้ได้ผ่อนไปแล้วจนเหลือมูลหนี้อยู่ประมาณ 7 แสนบาท ธนาคารก็จะนับ ระยะเวลาในการผ่อนชำระใหม่โดยยืดอายุการชำระหนี้ออกไปอีก 20 ปี หรือขยายอายุในการผ่อน ชำระหนี้ของผู้กู้จนกระทั่งถึงอายุ 70 ปี ทั้งนี้ธนาคารอาจจะลดดอกเบี้ยลง 2% เป็นต้น ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยลดลงเงินงวดที่จะส่งต่อเดือนก็ลดลง ด้วยโดยลูกค้าก็จะส่งบ้านเพียง 4,000-5,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น กรณีที่ลูกค้าค้างชำระดอกเบี้ยสะสม 5 เดือนถึง 1 ปี สมมติว่ามีดอกเบี้ยสะสมอยู่ประมาณ 30,000- 50,000 บาท ก็จะใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้โดยแยกเอาดอกเบี้ยที่ค้างสะสมออกมาก่อนและให้ลูกค้า ชำระค่าบ้านจากเงินต้นที่ได้แยกเอาดอกเบี้ยที่ค้างสะสมออกไปแล้วซึ่งก็จะทำให้เงินงวดที่ลูกค้าส่ง สามารถเข้าถึงเงินต้นได้ ส่วนหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยค้างสะสมเมื่อลูกค้าได้งานทำใหม่แล้วก็จะมาตกลงกับ ลูกค้าอีกครั้งว่าจะชำระแบบใดเป็นก้อนกี่งวดหรือกี่ครั้งโดยจะไม่คิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มในส่วนของหนี้ ดอกเบี้ยสะสม อย่างไรก็ตามธนาคารจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป โดยดูจากหลักฐานการยืนยันการยกเลิกการว่าจ้าง และวิเคราะห์มาตรการให้ความช่วยเหลือโดยดูว่าลูกค้ามีเงินชดเชยหรือไม่หรือมีเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ เท่าไหร่ ส่วนผู้ที่มีอาชีพอิสระจะพิจารณาจากบัญชีเงินฝากย้อนหลังว่ามีรายได้เข้ามาหรือไม่ นายวัฒนา กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ธอส.ได้เคยนำแผนการป้องกันการเกิดเอ็นพีแอลเสนอ บอร์ดบริหาร ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่บอร์ดให้กลับมาทบทวนอีกครั้งว่าจะสามารถควบคุมเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 2-3% ได้ จริงหรือไม่ เพราะมีคนตกงานเป็นล้านๆคน ซึ่งเมื่อปี 2550 เอ็นพีแอลได้เพิ่มเป็น 10.5% จาก 6.5% และสิ้นปี 2551อยู่ที่ 6.5% แต่ที่เป็นเอ็นพีแอลจริงๆ เพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น อย่างไรก็ดี จากการที่มีนักวิชาการเรียกร้องให้มีการพักชำระหนี้บ้านเหมือนธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร (ธกส.) นั้น ไม่สามารถทำได้เพราะธนาคารมีรายได้จากลูกหนี้เพียงทางเดียว หากมี การพักชำระหนี้ต้องสำรองหนี้สูญเต็มจำนวน ส่วนกรณีการปรับสัญญาซื้อ-ขายบ้านเป็นสัญญาเช่าซื้อ จะต้องมีการโอนสัญญาไปมาซึ่งควรจะใช้กับลูกค้าในอนาคตมากกว่าลูกค้าเก่า ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ ปล่อยสินเชื่อในลักษณะของสัญญาเช่าซื้อในกลุ่มลูกค้าที่ไม่ค่อยมั่นใจโดยมีเจ้าของหมู่บ้านเป็นผู้ค้ำ ประกันสินเชื่อแต่ไม่ประสบผลสำเร็จมีลูกค้าอยู่ประมาณ 1,000 รายเท่านั้นเนื่องจากลูกค้าต้องการมี กรรมสิทธิ์ในบ้าน ประการที่สองทำให้ธนาคารเกิดทรัพย์สินหลอกๆ จึงได้เลิกไปเมื่อปี 2551 หลัง ดำเนินการมาร่วม 3 ปี ทั้งนี้การควบคุมเอ็นพีแอลในครั้งนี้ได้กระทำทั้งสองส่วนคือเอ็นพีแอลเก่าและใหม่ ในส่วนของเอ็นพี แอลเก่าตั้งเป้าลดลง 20% หรือประมาณ 48,000 ล้านบาทจากเอ็นพีแอลของธอส.ที่มีอยู่ 60,000 ล้าน บาท ส่วนเอ็นพีแอลใหม่เพิ่มไม่เกิน 18,500 ล้านบาท (2-3%) อย่างไรก็ตามจากปัญหาการว่างงาน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเอ็นพีแอลจะเพิ่มหรือไม่อาจเป็นเพราะผลกระทบที่ เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจนต้องรอดูหลังไตรมาส 1 ไปแล้ว ในส่วนเอ็นพีแอลเก่า ในปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น 3 กอง ๆที่มีอายุไม่เกิน 3 ปีมีมูลค่า 40,000 ล้านบาท กองที่มีอายุ 3-5 ปีมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท และกองที่มีอายุเกิน 3-5 ปี มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท ซึ่ง กองที่มีระยะเวลาเป็นหนี้สูญนานธอส.จะจ้างสำนักงานทนายความข้างนอกให้เป็นผู้ดำเนินการ ติดตามหนี้เพราะตามลำบาก สำหรับกรณีที่เป็นทรัพย์ส่วนขาด ธนาคารได้สั่งให้สำนักงานทนายความเน้นยึดทรัพย์เฉพาะทรัพย์ที่ เป็นบ้านและที่ดินเท่านั้นซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาการยึดทรัพย์สินในส่วนอื่นๆของลูกหนี้ ทั้งนี้ธนาคารไม่ สามารถที่จะตัดหนี้ส่วนขาดเป็นหนี้สูญได้เพราะมีเงื่อนไขว่าจะต้องมีการทวงถามถึง 2 ครั้งหากไม่มี ทรัพย์ที่ดินหรือบ้านให้ยึดเพิ่มจึงจะตัดเป็นหนี้สูญแต่ปัญหาคือธนาคารไม่กล้าที่จะแทงเป็นหนี้สูญ เพราะอาจสร้างปัญหาในภายหน้าจากการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้ โดยธนาคารมีแนวคิดจ้างที่ปรึกษามาศึกษาว่าจะสามารถขายออกไปให้กับ ผู้อื่นได้หรือไม่ แม้จะขายขาดทุนหรือกำไรก็ยังมีหลักฐานในการว่าจ้างอย่างชัดเจนคาดว่าจะใช้เวลา ศึกษา 1 ปี โดยตั้งเป้าขายหนี้ส่วนขาดประมาณ 10% จากมูลหนี้ 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังต้องดูแลเอ็นพีเอ (ทรัพย์สินรอการขาย) ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ 74,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในต่างจังหวัด และ 80% เป็นที่ดินเปล่า โดยธนาคารมีปัญหาเรื่องจัดการกับเอ็นพีเอที่ เป็นที่ดินเปล่าที่มีอายุเกิน 5 ปี ในต่างจังหวัดที่ขายไม่ออกมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาทซึ่งหาก ธนาคารเก็บไว้จะต้องตั้งสำรองหนี้สูญเต็มจำนวนโดยต้องยอมขายในราคาที่ขาดทุนเพื่อให้ขายได้โดย จะนำทรัพย์ที่มีอายุเกิน 5 ปีออกประมูลในราคาลดถึง 30% ในวันที่ 25 เมษายนนี้จะจัดเป็นครั้งแรก ของปีโดยทั้งปีจะจัดประมาณ 3 ครั้ง อย่างไรก็ดีจากในปีนี้ที่มีแนวโน้มการเกิดเป็นพีแอลเพิ่มขึ้น ธนาคารเองอาจจะต้องซื้อเอ็นพีเอเข้ามา มากหน่อยเพราะเอกชนไม่สามารถซื้อได้แต่จะเน้นซื้อมาเท่าไหร่ก็จะผลักดันให้มีการขายออกเท่านั้น เพื่อคงระดับเอ็นพีเอไว้ที่ 74,000 ล้านบาทไม่มากไปกว่านี้เพราะการเกิดเอ็นพีเอย่อมหมายถึงการมี เอ็นพีแอลเพิ่ม>

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

ขั้นตอนที่ 1 จาก 2

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ประเภทอสังหาฯ *
ช่วงราคา (บาท)

-

ไม่อยากหาเอง ให้เราช่วยไหม ?

แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา

ความต้องการ *
ประเภทอสังหาฯ *
ประเภทอสังหาฯ *
ที่ตั้ง *
ช่วงราคา (บาท)

-

ข้อมูลการติดต่อกลับ?

เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย

ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์ *

บทความแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง