รวมทั้งต้องมีการศึกษาข้อมูลทางการเงินใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งต้องฟังข้อมูลจากหลายแหล่ง เพราะได้นำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจไม่ผิดพลาด
นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า การคุ้มครองเงินฝากเริ่มลดสัดส่วนลง โดยในวันที่ 11 ส.ค. 54 จะเหลือ 50 ล้านบาท และในปี 55 เหลือเพียง 1 ล้านบาท ซึ่งธนาคารพาณิชย์กำลังให้ข้อมูลลูกค้าผู้ฝากเงินอย่างเต็มที่ ขณะที่ประชาชนจะต้องหาวิธีการบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองให้มากขึ้น เนื่องจากรัฐจะไม่ได้เข้ามาดูแลผู้ฝากเงินเต็ม 100% เหมือนแต่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานะการเงินดี แต่ผู้มีเงินฝากที่มีเงินในบัญชีไม่เกิน 1 ล้านบาท ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 98.5% หรือเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของประเทศยังได้รับความคุ้มครองเหมือนเดิม
นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมบัวหลวง จำกัด กล่าวว่า การลงทุนของลูกค้าจะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินเป็นหลัก โดยดูจากตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีอัตราสูงหรือต่ำเกินไป หรือไม่ ถ้าปล่อยสินเชื่อมากแสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่หากปล่อยสินเชื่อน้อยแสดงว่ายังไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจจึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งจะต้องดูเอ็นพีแอลอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือบีไอเอส ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ในไทยส่วนใหญ่มีบีไอเอสเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ 8.5% หรือมีอัตราเฉลี่ยสูงถึง 15% ตลอดจนดูหนี้สงสัยจะสูญ โดยเฉพาะในสินเชื่อบุคคล อสังหาริมทรัพย์ บัตรเครดิต และอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก รวมถึงอัตราส่วนควบคุมค่าใช้จ่ายด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าการลงทุนของนักลงทุนยังเคลื่อนย้ายมาที่เอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่กิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้มาอยู่ในระดับ 3.75% หรือ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในเร็ว ๆ นี้ เพื่อดูแลเงินเฟ้อ ปัจจุบันพบว่าราคาสินค้าได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเชื่อว่า ธปท. อาจจะปรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มเป็น 4.7-5% นอกจากนี้คาดการณ์ว่าภายหลังการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่หากไม่มีปัญหาการขัดแย้งภายในประเทศเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5-6%
"ส่วนดอกเบี้ยนโยบายเชื่อว่าธปท.จะไม่หยุดการปรับดอกเบี้ยอยู่ที่ 3-3.5% ตามที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กันไว้ แต่ ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อหากในช่วงเวลานั้นค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเกินไป เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวเห็นได้จากตัวเลขการว่างงานเริ่มปรับตัวลดลง"
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ธปท.หารือกับคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจการเงิน และแนวโน้มการดำเนินงานของ ธปท. ซึ่งโดยภาพรวม ธปท.มองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวดี เห็นได้จากภาวะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ไตรมาสแรกที่ผ่านขยายตัวได้ 3% ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินยังอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น โดยพยายามรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำและไม่ผันผวน
แค่ระบุสิ่งที่ต้องการ ที่เหลือเป็นหน้าที่เรา
-
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำคุณได้สามารถเพิ่มช่องทางติดต่อได้เลย