“บ้านหลังแรก” พลาดเป้า ธอส.เผยเกือบ 6 เดือนได้ 3 พันล้าน ยังห่างเป้า 2 หมื่นล้านหลายเท่าตัว เหตุผลหลักติด
เงื่อนไข “บ้านหลังแรก” เพดานราคา 1 ล้านบาทไม่สอดคล้องสินค้าในตลาด คาดครบ 1 ปี อาจต้องต่อเวลา
โครงการ ด้าน “รถคันแรก”มาแรง หลายค่ายเตือน ระวังฉุดกำลังซื้อปี 2556
กว่า 6 เดือนที่ 2 มาตรการหลัก ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นโครงการประชานิยมอันดับต้นๆ ของรัฐบาลชุดนี้ คือ
มาตรการสินเชื่อพิเศษโครงการ บ้านหลังแรก และมาตรการลดภาษีสำหรับการซื้อ รถคันแรก ซึ่งเมื่อครั้งเปิดตัว
สามารถเรียกความสนใจมาได้ระดับหนึ่ง แต่พอลงลึกในการปฏิบัติจริงกลับไม่เป็นไปตามคาด ยอดการ
ตอบสนองของผู้บริโภคไม่มากอย่างที่คิด การตอบรับจากฝั่งผู้ประกอบการ ที่ผลิตสินค้า บ้าน-คอนโดออกขาย ก็
มีไม่มากนัก เช่นเดียวกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่เห็นผลดี-ผลเสีย จากโครงการรถคันแรกแตกต่างกัน
ภาพรวมของ 2 มาตรการประชานิยมนี้ จึงสะท้อนการไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควร ส่วนหนึ่งเป็น
เพราะมีปัจจัยลบจากภัยธรรมชาติ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่เปิดโครงการพอดี แต่นอกจาก
ปัจจัยเรื่องภัยธรรมชาติแล้ว องค์ประกอบต่างๆ ของมาตรการนี้ ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้โครงการพิเศษนี้ ได้รับการ
ตอบสนองไม่มากอย่างที่คาดหวังกันไว้
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า มาตรการจัดสินเชื่อ
บ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ให้การซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในโครงการ บ้านหลังแรก ตั้งแต่
เริ่มโครงการเมื่อเดือน พ.ย. 2554 ถึงปัจจุบัน
ประเมินยอดล่าสุด ณ สิ้นเดือน มี.ค.พบว่า มียอดสินเชื่อที่ทำนิติกรรมไปแล้วประมาณ 3,000 ล้านบาท และ
ยังมียอดสินเชื่อบ้านหลังแรกที่จะได้เพิ่มมาจากงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 26 ซึ่งเปิดขายไปเมื่อ
กลางเดือน มี.ค. ที่มียอดจองอยู่ที่ 500 ล้านบาท คาดว่าจะได้ยอดทำนิติกรรมเข้ามาเพียงหลักสิบล้านบาทเท่านั้น
เมื่อรวมทั้งสองส่วนนี้แล้ว ก็ยังคงเป็นยอดสินเชื่อที่ 3,000 ล้านบาทเศษ ถือว่าค่อนข้างต่ำเนื่องจากโครงการนี้
รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังอนุมัติงบไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท
สาเหตุที่ทำให้มียอดสินเชื่อในโครงการนี้เข้ามาน้อย กรรมการผู้จัดการ ธอส. เผยว่า สาเหตุหลัก คือ
อุปสรรคด้านขั้นตอนการขอสินเชื่อโครงการพิเศษ ทั้งขั้นตอนการประเมินสินทรัพย์เพื่อปล่อยสินเชื่อ ซึ่งต้องเป็น
โครงการที่สร้างเสร็จแล้วเท่านั้น จึงจะปล่อยสินเชื่อได้ ซึ่งสินค้าพร้อมโอนที่เข้าเกณฑ์ และมีผู้ยื่นขอใช้สิทธิ
โครงการเข้ามามีไม่มากนัก นอกจากนี้ ยังเป็นผลกระทบมาจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทำให้
กิจกรรมการซื้อขายอสังหาฯ ชะงักไป
จากยอดสินเชื่อดังกล่าว และทิศทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ธอส.ประเมินว่าจนถึงระยะสิ้นสุดการยื่นคำขอ
สินเชื่อพิเศษนี้ ซึ่งกำหนดไว้ 1 ปีจะครบในเดือน ก.ย. 2555 คงไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท ตาม
ที่ตั้งวงเงินไว้แน่ นายวรวิทย์ กล่าวและว่า เมื่อปล่อยสินเชื่อได้ไม่ครบตามเป้า ก็เป็นไปได้ว่าจะขยายเวลาออกไป
อีก เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค
ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังกล่าวก่อนหน้านี้ว่า กำลังหารือเรื่องการขยายเกณฑ์สินเชื่อบ้านหลังแรกจาก
ให้สินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทไปสู่ราคาไม่เกิน 2 ล้านหรือ 3 ล้านบาท ให้ได้สิทธิดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2-
3 ปีเช่นเดียวกัน น่าจะทำได้ยากและอาจเกิดความซ้ำซ้อน เพราะตอนแรกที่แยกมาตรการภาษีบ้านหลังแรก และ
สินเชื่อบ้านหลังแรกออกจากกัน เพราะเชื่อว่าสินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่มี
รายได้ถึงระดับที่ต้องเสียภาษี หากขยายเกณฑ์ไปสู่ 2 ล้านบาท หรือ 3 ล้านบาทจริง ผู้บริโภคบางรายจะได้
ผลประโยชน์ซ้ำซ้อนจากทั้ง 2 ส่วน
คนสนใจกู้ 15% ติดปมราคาต่ำ
ด้านผู้ประกอบการระบุว่า โครงการบ้านหลังแรกที่รัฐบาลประกาศออกมามีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วม
ค่อนข้างน้อย โดยนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า โครงการต่างๆ ของแอล.พี.เอ็น ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียมและมีระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเข้า
ข่ายจะได้สินเชื่อบ้านหลังแรกอยู่กว่า 50% แต่หลังจากโครงการสินเชื่อพิเศษนี้เปิดออกมา และบริษัทได้สำรวจ
ยอดผู้ที่จะใช้สิทธิมาตรการสินเชื่อบ้านหลังแรก กลับพบว่ามีผู้จะใช้สิทธิเพียง 15-20% เท่านั้น
ด้านนายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สาเหตุที่สินเชื่อบ้านหลังแรกไม่ประสบ
ความสำเร็จเท่าที่ควรนั้น เกิดจากเพดานราคาบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ถือว่าต่ำเกินไป เพราะปัจจุบันแทบไม่มีสินค้า
บ้านระดับราคาดังกล่าวจำหน่ายอยู่จริง ส่วนใหญ่เป็นราคาเกินกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไปทั้งสิ้น โดยเฉพาะบ้านและ
คอนโด เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สินค้าที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ ราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.5-2.5 ล้านบาท ดังนั้น
รัฐ ควรขยายเพดานราคาโครงการบ้านหลังแรกไปอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาทน่าจะตรงกลุ่มมากกว่า
ย้ำหลักคิด ช่วยผู้มีรายได้น้อย
ด้านนายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้มีผู้ขอ
สินเชื่อบ้านหลังแรกเข้ามาน้อย เป็นเพราะการกำหนดว่าเป็นสินเชื่อเฉพาะบ้านหลังแรก เนื่องจากผู้บริโภคส่วน
ใหญ่ จะมีบ้านหลังเล็กๆ เป็นของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว ประชาชนจากต่างจังหวัดที่มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มีบ้าน
อยู่ที่ต่างจังหวัดอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีประชาชนที่เข้าข่ายใช้สิทธิดังกล่าวได้
แต่การที่มียอดปล่อยสินเชื่อแค่ 3,000 ล้านบาท ก็ไม่ใช่สิ่งที่บอกว่าโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะ
เป้าหมายของโครงการ คือการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น แม้จะมีผู้มีสิทธิเข้าเกณฑ์จำนวนน้อยก็ไม่ใช่เรื่อง
ผิดปกติ นอกจากนี้ แม้จะตั้งวงเงินไว้ถึง 2 หมื่นล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวก็เป็นเพียงวงเงิน ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมาย
จึงคิดว่าหากต้องการให้เกณฑ์ดังกล่าวช่วยเหลือเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเกณฑ์
รถคันแรก ลุ้นดันยอด 1 ล้านคัน
ส่วนโครงการรถคันแรก หรือการคืนเงินภาษีสรรพสามิต สำหรับผู้ที่ซื้อรถเป็นคันแรก โดยต้องเป็นรถยนต์
นั่งขนาดไม่เกิน 1.5 ลิตร หรือรถปิกอัพ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2554 ปัจจุบันผ่าน
ไปกว่า 6 เดือน ยังคงมีแนวความคิดที่แตกต่างกันในบรรดาค่ายรถ
นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว
ว่า ความสำเร็จของโครงการรถคันแรกยังประเมินได้ยาก บริษัทไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าลูกค้าที่ซื้อรถ จะใช้สิทธิ
จากโครงการนี้เพียงใด แต่โดยภาพรวมเชื่อว่าช่วยกระตุ้นการขายได้ดีทางหนึ่ง จากแรงจูงใจเรื่องการคืนเงินภาษี
แต่หลังจากเริ่มต้นโครงการ ก็ประสบปัญหาน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้ง
ระบบเดินสายการผลิตไม่ได้ ทำให้ยอดขายช่วงปลายปีไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมการตลาด การมี
โครงการนี้น่าจะเป็นผลดี และเห็นควรให้รัฐยืดระยะเวลาโครงการออกไป เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค
นายประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
โครงการรถคันแรกจะเป็น 1 ใน 3 แรงขับเคลื่อนให้ตลาดรถยนต์ไทยปีนี้ มียอดขายรวมทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้ง
แรก ควบคู่ไปกับกำลังซื้อที่อั้นมาจากปี 2554 และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะรถปิกอัพและอีโค
คาร์ อย่างไรก็ดี จากการสำรวจข้อมูลด้วยการสอบถามลูกค้าพบว่า มีผู้ที่ต้องการใช้สิทธิรถคันแรกเกือบ 50% โดย
ลูกค้าให้เหตุผลว่ามูลค่าการคืนภาษีจะได้สูงมาก
หวั่นดึงกำลังซื้อล่วงหน้าปี 56 สะดุด
นายโทรุ ฮาเซกาวา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ นิสสัน ที่เพิ่งหมดวาระจากประเทศไทย แสดงความคิดเห็น
ไปในทิศทางเดียวกันว่า รถคันแรกมีผลต่อภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยอย่างมาก และจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้
ตลาดปีนี้กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น คือยอดขายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน แม้ว่าปี 2554 ตลาดจะหดตัวลงไป
จากภาวะปกติอย่างมากก็ตาม
นายพิทักษ์ พฤทธิสากร รองประธานอาวุโส บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และ
กรรมการบริหาร บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทไม่มีข้อมูลลูกค้าที่ใช้สิทธิโครงการรถคัน
แรก แต่เชื่อว่าน่าจะมีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากได้คืนเงินจำนวนมาก แต่สิ่งที่จะต้องติดตามดู คือผลกระทบหลัง
สิ้นสุดโครงการไปแล้ว คือ กำลังซื้อในอนาคตจะหายไปหรือไม่ เนื่องจากถูกดึงมาใช้ในปีนี้ จากการที่ลูกค้าเร่งรีบ
ก่อนโครงการหมดอายุ อาจจะทำให้ตลาดรถยนต์ปี 2556 สะดุดได้
จีเอ็ม-ฟอร์ด เห็นต่างชี้บิดเบือนตลาด
นายมาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล
มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือจีเอ็ม และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แสดงความเห็นอย่าง
ตรงไปตรงมาว่า โครงการนี้หากประเมินผลตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผู้บริโภค
ชี้แจงว่ามีขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้ปัจจุบันมีผู้ที่ใช้สิทธินี้ได้ไม่มาก
หากมองด้านความเหมาะสมของโครงการ ผมก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างตลาด
เพราะตลาดที่ที่สุดคือตัวตลาดเอง ไม่ใช่การชี้นำจากส่วนอื่น ซึ่งโครงการรถคันแรกก็เหมือนกับการชี้นำให้เลือก
ซื้อรถโดยภาครัฐ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อรถที่ตัวเองเห็นว่าดี หรือตรงกับความต้องการใช้งานมากกว่า นายแอพเฟล
กล่าว
นายเจมส์ ดี ฟาร์ลีย์ จูเนียร์ รองประธานกลุ่มผู้บริหาร ฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการระดับโลกฟอร์
ดมอเตอร์ คอมปะนี สหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่ารัฐบาลไทยควรมีแนวนโยบายและกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่โปร่งใส
ต้องประกาศให้ชัดเจนเพื่อผู้ผลิตจะได้นำเสนอสินค้าที่ดีที่สุด และลูกค้าก็จะได้รับสินค้าที่ดีที่สุด เขายกตัวอย่าง
เฟียสต้า 1.6 ลิตร เข้าร่วมโครงการไม่ได้ ทั้งที่ฟอร์ด เชื่อว่าเป็นรถที่ดีที่สุดมีมลภาวะที่ต่ำแต่กลับไม่ได้รับการ
ส่งเสริม
บ้านไม่เกิน 1 ล้านถือว่าต่ำเกินไปปัจจุบันแทบไม่มีบ้านระดับนี้จำหน่ายอยู่จริง