
เพื่อนๆ ที่กำลังผ่อนบ้านกันอยู่ เคยสงสัยไหมคะว่าเพราะอะไร ยิ่งส่งผ่อน ดอกเบี้ยถึงยิ่งบาน? ถ้าผ่อนจนครบกำหนดในสัญญาแล้ว สุดท้ายเราเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารไปมากขนาดไหน? แอดมินรู้ค่ะว่ามีผู้กู้หลายคนเลยที่ให้ความสนใจกับวิธี ผ่อนน้อยกู้นาน กันมากกว่า ซึ่งวิธีการกู้แบบนี้ ดอกเบี้ยจะสูงมาก เพราะยิ่งผ่อนนานเท่าไรดอกเบี้ยก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่อยากลอง คำนวณวงเงินยอดกู้ซื้อบ้านที่ดอกเบี้ยไม่บาน วันนี้ Home Buyers มีวิธีคำนวณง่ายๆ ซึ่งทีมแอดมินหลายคนเลือกใช้ก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน มาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ลองทำตามกันแล้วค่ะ
เช็คสาเหตุที่ดอกเบี้ยบาน?
เนื่องจากธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก แต่จะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกวัน เช่น ผู้กู้เลือกโปรโมชั่นเงินกู้ 6 เดือนแรก = 2.50% เดือนที่ 7-12 = MLR-0.75% ปีที่ 2-3 MLR -1.00% หลังจากนั้น MLR-1.25% (MLR=7.375%) เท่ากับว่าในช่วง 6 เดือนแรก อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากับ 2.50/365 = 0.0068 และในช่วงเดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 6.625/365=0.018
การคำนวณดอกเบี้ยแบบง่ายๆ
สูตรการคำนวณดอกเบี้ยแบบง่ายๆ คือ "ดอกเบี้ย = ยอดเงินกู้วันก่อนหน้า x อัตราดอกเบี้ย/100"
เช่น วงเงินกู้ 1,000,000 บาท วันแรก หลังจากกู้ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 1,000,000 x 0.0068 = 68 บาท ส่วนวันถัดไปดอกเบี้ยก็จะคิดจากยอดเงิน 1,000,068 บาท หากผู้กู้ชำระเงินงวดไป 10,000 บาท เงินก้อนนี้ธนาคาร จะหักเป็นค่าดอกเบี้ย 68 บาท และชำระเงินต้น 9,932 บาท ก็จะทำให้ยอดเงินกู้วันถัดไปลดลงเหลือ 1,000,068-9,932 = 990,136 บาท ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินกู้ในวันถัดไปจนกระทั่งครบเดือน
เคล็ดลับกูบ้านดอกเบี้ยไม่บาน
เมื่อทราบแล้วว่าดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้นทุกวัน ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกโปรโมชั่นเงินกู้ก็ควรชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกแบบกู้ระยะสั้น 5 - 10 ปี ซึ่งต้องจ่ายเงินงวดสูงหน่อยแต่ดอกเบี้ยไม่มาก หรือผ่อนระยะยาว 30 ปี แล้วจ่ายเงินงวดน้อยๆ แต่ดอกเบี้ยสูง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพร้อมทางการเงินของแต่ละคนด้วยค่ะ และถึงแม้จะเลือกผ่อนระยะยาว 30 ปี เราก็ยังสามารถผ่อนบ้านให้หมดเร็วกว่ากำหนด เพื่อประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้ด้วยการโปะนั่นเองค่ะ
โปะบ้านอย่างไรให้หนี้ลดแต่เงินต้น เพื่อให้หนี้บ้านหมดไว ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเยอะในระยะยาว อ่านต่อได้ที่ลิงก์นี้เลยค่ะ