ขณะที่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้นมีแนวโน้มว่าธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) จะยังคงตรึงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.25% ไปจนถึงกลางปี และหากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้นก็อาจมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินส่วนใหญ่มักมีข้อเสนอหรือรูปแบบการคิดอัตราดอกเบี้ยให้เลือกที่หลากหลาย ทั้งแบบ “อัตราดอกเบี้ยลอยตัว” (Floating Rate Loan) แบบ “อัตราดอกเบี้ยคงที่” (Fixed Rate Loan) และแบบ “อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan)” ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีความแตกต่างกันดังนี้
อัตราดอกเบี้ยที่เป็นแบบลอยตัวคืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนดมาแล้ว แต่จะไม่อยู่คงที่ตายตัว ตลอดระยะเวลากู้ ธนาคารสามารถปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่เห็นสมควร ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบการเงิน หรือตามต้นทุนการเงินของธนาคารซึ่งการปรับเปลี่ยน (อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว) นี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ผู้กู้ชำระในแต่ละเดือนได้
ส่วนอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่เสนอในตลาดขณะนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คืออัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้, อัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกจากนั้นเป็นลอยตัว, อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว แต่ละแบบก็แตกต่างกันออกไปคือ
• อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือตายตัวตามประกาศของธนาคารในขณะที่ขอกู้โดยไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงิน ดังนั้นเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนก็จะคงที่ตลอดระยะเวลากู้ 20-30 ปีแล้วแต่ผู้กู้จะเลือก ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ
• อัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกจากนั้น เป็นลอยตัว โดยทางธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นๆ 1-5 ปี จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นๆ 1-5 ปี จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย จะคงที่ตามเดิมก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดเงินและต้นทุนทางการเงินของธนาคารในขณะนั้น ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กู้ที่คาดว่ารายได้จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
• อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรก จากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินจะกำหนดดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี แต่ในระหว่างนั้นอาจกำหนดคงที่แบบขั้นบันได เช่น ธนาคารกรุงเทพกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี ปีแรก = 5.75%, ปีที่ 2 = 6.00% หลังจากนั้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
• อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา ธนาคารจะกำหนดดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และจะปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในแต่ละช่วงจะคงที่อิงกับต้นทุนพันธบัตรบวก 2.5% เช่น ต้นทุนพันธบัตร 5% อัตราดอกเบี้ยจะเท่ากับ 7.5% เป็นต้น
สำหรับผู้มองหาแหล่งเงินกู้สินเชื่อบ้านแนะนำรวบรวมอัตราดอกเบี้ยและประเภทเงินกู้ของสถาบันการเงินมาพิจารณาก่อน เพื่อรวบรวมประเภทเงินกู้แบบต่างๆของแต่ละสถาบันการเงิน โดยผู้กู้จะนำอัตราดอกเบี้ยจริงมาเปรียบเทียบว่าที่ไหนให้เท่าใด สูงต่ำกว่ากันอย่างไร
ซึ่งโดยทั่วไปของการเลือกอัตราดอกเบี้ยแล้วนั้น หากเป็นเงินกู้ประเภทเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดก็จะเป็นประโยชน์กับผู้กู้มากที่สุดเช่นกัน เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้เงินงวดรายเดือนที่ผ่อนชำระต่ำไปด้วย
ถึงแม้ปัจจัยหลักที่ผู้ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยใช้ในการพิจารณาขอกู้จากสถาบันการเงินคือเรื่องของดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อยากให้มีการพิจารณาเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คุณภาพการให้บริการ, ความสะดวกสบายในการใช้บริการ, ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบริการพิเศษอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้กู้เป็นสำคัญ
นิตยสารบ้านพร้อมอยู่ ฉบับที่183 เดือนกุมภาพันธ์ 2557