สมัยก่อนมักได้ยินคนที่กำลังจะซื้อที่อยู่อาศัยพูดกันเสมอว่า “ซื้อบ้าน-คอนโดฯ ราคาเท่าไหร่ดี” แต่ในวันนี้ประโยคคำถามเปลี่ยนไป มีแต่คนถามกันว่า “จะกู้แบงก์ผ่านไหม” เพราะปัญหาใหญ่ของคนกู้ไม่ผ่านในเวลานี้สาเหตุหลักคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งก็คือหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค-บริโภคในชีวิตประจำวันปัจจุบัน มีทั้งหนี้รถยนต์คันแรก สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ทำให้อัตราการปฎิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยช่วงต้นปี 2558 อยู่ในระดับ 5-20% และเพิ่มเป็น 30-35% ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา (เพิ่มขึ้นจาก 10-12% ในปี 2557)
โดยกลุ่มผู้กู้ที่ถูกปฎิเสธสินเชื่อมากที่สุดคือผู้ซื้อบ้านระดับราคา 1-2 ล้านบาท และมักจะเป็นกลุ่มผู้ยื่นกู้ที่ประกอบธุรกิจ SME (อาชีพอิสระ) ซึ่งส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่องแหล่งที่มาของรายได้
ดังนั้นปัจจัยหลักที่สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งต้องปฎิเสธสินเชื่อรายย่อยให้กับผู้กู้ในวันนี้จึงมีที่อยู่ 3 ข้อ ได้แก่
1.ขอวงเงินกู้มากกว่ารายได้ที่ตัวเองมี ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับภาระหนี้ที่จะต้องผ่อนชำระต่อเดือนโดยปกติธนาคารจะกำหนดสัดส่วน การให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านได้ประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ และกำหนดอัตราการผ่อนชำระไว้ไม่เกิน 30-40% ของรายได้
ยกเว้นกลุ่มอาชีพพิเศษที่มีความมั่นคง เช่น กลุ่มแพทย์ , ทันตแพทย์ , สัตวแพทย์ , พยาบาล , เภสัชกร , วิศวกร , สถาปนิก , ผู้พิพากษา , อัยการ , และกลุ่มวิชาชีพนักบิน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้รับวงเงินสินเชื่อพิเศษ เช่น วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินหลักประกัน
2.หลักฐานรายได้ที่นำมาแสดงกับธนาคารไม่น่าเชื่อถือ เช่น บอกกับธนาคารว่ามีรายได้เยอะเดือนและเป็นแสน แต่รายได้ในสเตทเมนต์กลับมีไม่ถึงตามที่แจ้งกับธนาคารไว้ ขณะที่ธนาคารจะรับพิจารณาเฉพาะหลักฐานที่พิสูจน์ได้เท่านั้น
ดังนั้นหลักฐานสำคัญที่ผู้กู้ต้องมีคือหลักฐานแสดงที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสลิปเงินเดือน , สมุดบัญชีเงินฝาก (สำหรับกรณีที่การจ่ายเงินเดือนผ่านแบงก์) , หนังสือรับรองรายได้ของบริษัท , หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.91) ซึ่งถ้าเป็นผู้กู้ที่มีรายได้ประจำ หลักฐานแสดงที่มาของรายได้ก็คงหาได้ไม่ยาก
แต่หากผู้กู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวจะกูได้น้อยกว่า เพราะสถานการณ์ช่วงนี้อาชีพค้าขายมีปัญหาเยอะ ผู้กู้จะต้องนำหลักฐานแสดงที่มาของรายได้ตามความเป็นจริงมาให้ธนาคารตรวจสอบด้วย เช่น นำรายได้ฝาก-ถอน ผ่านบัญชีธนาคารเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นการหมุนเวียนเงินในธุรกิจหรือการค้านั้นๆ
3.มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ปรากฎอยู่ในเครดิตบูโร แม้จะมีความสามารถในการผ่อนและมีหลักฐานรายได้พร้อมก็ตาม แต่โอกาสที่จะยื่นกู้แล้วผ่านก็มีน้อยลง โดยทุกธนาคารสามารถตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้กู้ได้จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ซึ่งมีข้อมูลย้อนหลังไปถึง 3 ปี ธนาคารจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้คำนวณวงเงินกุ้หรือปฎิเสธการให้สินเชื่อได้ เพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้กู้มีมูลหนี้เดิมรวมอยู่เท่าไหร่ มีภาระค่าใช้จ่ายที่ธนาคารต่างๆ เคยอนุมัติวงเงินกู้อยู่เท่าไหร่ รวมถึงประวัติการผิดนัดชำระหนี้เกิน 30 วันนับจากวันทำสัญญา