รีแบรนดิ้ง “แกรนด์ ยูนิตี้” คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีไซน์ร่วมสมัย

คอนโดตระกูล “U” โดย “แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์” เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางมากว่า 10 ปี ด้วยคอนเซ็ปต์ “คิดทุกเม็ด ครบทุกมุม คุ้มทุกเมตร” โดยมีผลงานพิสูจน์ความสำเร็จ 35 โครงการ มูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาท

ปัฐวี แกรนด์ยู
        หลังปี 2555 มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและยูนิเวนเจอร์ บริษัทในเครือตระกูล “สิริวัฒนภักดี” เข้ามาถือหุ้น 100% จากนั้นแกรนด์ ยูนิตี้ก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสตาร์ทเครื่องใหม่อีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว
        แกรนด์ ยูนิตี้มาใหม่ครั้งนี้มาพร้อมลุคส์ใหม่ คอนโดสไตล์โมเดิร์นรูปลักษณ์ทันสมัย สะท้อนความเป็นที่อยู่อาศัยของคนเมืองยุคใหม่อย่างชัดเจน วันนี้เรามาทำความรู้จักนิวลุคส์ของแกรนด์ ยูนิตี้ให้มากขึ้น

รีแบรนด์สร้างตัวตนและลูกค้าเป้าหมายใหม่
การรีแบรนด์ของแกรนด์ ยูนิตี้ครั้งนี้นอกจากเพื่อสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ยังหวังผลที่การขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างขึ้น และหลากหลายมากขึ้นด้วย เช่น คนรุ่นใหม่ คนเมืองที่ชื่นชอบความสะดวกสบายและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง และอีกหนึ่งกลุ่มคือลูกค้าชาวต่างชาติที่แบรนด์เก่ายังไม่เป็นที่รู้จัก
“แบรนด์ยู ดีไลท์, คอนโด ยูมีความแข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคกลุ่ม C ที่ซื้อคอนโดในระดับราคา 1 ล้านกลางๆ ขึ้นไป แต่ปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้เริ่มอิ่มตัวและมีข้อจำกัด อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งโครงการที่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพอสมควร”

ปั้นสินค้าใหม่กลุ่ม “Blue Series”  
ระดับแมสไปจนถึงลักชัวรี่
ปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย พูดถึงการพัฒนาแบรนด์สินค้าใหม่ว่า โปรดักต์ใหม่ยึดแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ดีไซน์เน้นความเรียบง่ายแต่มีความสะดวกสบายในการใช้งาน 
โดยสินค้าจะมีตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงลักชัวรี่ โดยเฉพาะสินค้าระดับราคาขายต่อตารางเมตร 90,000-110,000 บาทขึ้นไปจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัท

แกรนด์ยูู นิตัี้        ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มแรก “Blue Series” ไปแล้วพร้อมกันถึง 5 แบรนด์ ภายใต้ซีรี่ส์ “สีน้ำเงิน” ทุกโครงการจะสะท้อนความรู้สึกหรือการอยู่อาศัยที่ผ่อนคลายและสบายใจ ในขณะที่เอกลักษณ์และคอนเซ็ปต์โครงการจะแตกต่างกัน เช่น เดนิม (Denim) ถูกวางตัวให้เป็นแบรนด์ทดแทนแบรนด์ยู ดีไลท์ และเป็นแบรนด์หลัก ลักษณะเป็นคอนโดไฮไรส์จำนวนยูนิตเยอะ ราคาขายประมาณ 90,000-100,000 บาทต่อตารางเมตร 
แบรนด์เซียล่า (Ciela) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าฟ้า เป็นแบรนด์พรีเมียมแมส มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ในระดับ 110,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร เช่นเดียวกับแบรนด์เดอ ลาพีส (De Lapis)
ส่วนอีก 2 แบรนด์เป็นสินค้าระดับกลาง-พรีเมียม เช่น แมสซารีน (Mazarine) ระดับราคาขายประมาณตารางเมตรละ 150,000 บาท และแบรนด์อนิล (Anil) ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งลม ราคาขายต่อตารางเมตรจะกระโดดขึ้นไปแต่หลัก 200,000 บาทขึ้นไป เป็นแบรนด์ระดับลักชัวรี่ที่สุด

คอนโดอนิล สาทร

เข้าเมืองมากขึ้น เน้นทำเลติดสถานีรถไฟฟ้า
หากสังเกตทำเลที่ตั้งของโครงการที่เปิดตัวใหม่ของแกรนด์ ยูนิตี้จะเน้นทำเลใกล้เมืองมากขึ้น ติดสถานีรถไฟฟ้า หรือในรัศมีไม่เกิน 300 เมตรจากตัวสถานี หรือใกล้แหล่งชุมชนขนาดใหญ่ที่มีเส้นทางคมนาคมเข้าออกสะดวก แนวคิดนี้อาจแตกต่างจากแบรนด์ยู ดีไลท์เดิมบ้าง เนื่องจากที่ตำแหน่งที่ตั้งของโครงการอาจจะห่างสถานีรถไฟฟ้าถึง 0.5-1 กิโลเมตร
ยกตัวอย่าง โครงการเดอ ลาพิส จรัญ 81 ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีนำเงิน (บางซื่อ-บางพระ) สถานีบางพลัดแค่ 30 เมตร ส่วนโครงการเซียล่า ศรีปทุมและแมสซารีน รัชโยธิน ก็อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) สถานีศรีปทุม 0 เมตร คือเดินลงจากบันไดรถไฟฟ้าก็ถึงหน้าโครงการ
ที่สำคัญทุกโครงการต้องผ่านการรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ก่อนถึงจะเริ่มเปิดขาย หรือบางโครงการอาจจะก่อสร้างก่อนแล้วถึงเริ่มเปิดพรีเซลส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่จองซื้อคอนโดของบริษัท

คอนโดแกรนด์ยู

ฟังก์ชันหลากหลายใช้งานได้จริง
        คอนโดแบรนด์ “U” ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ที่มีดีไซน์ฟังก์ชันโดดเด่น จุดแข็งในด้านนี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องเก็บรักษาและพัฒนาต่อ ความหลากหลายของฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอยเป็นอีกอย่างที่มองเห็นชัดเจน คอนโดแต่ละโครงการจะมีห้องชุดให้เลือกตั้งแต่ห้องสตูดิโอ, ห้อง 1 Bed, ห้อง 1 Bed Plus ไปจนถึงห้อง 2 Bed โดยห้องแบบ 1 Bed Plus เป็นตัวอย่างของแบบห้องที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่หลากหลาย คือเป็นห้องที่สามารถปรับฟังก์ชันได้ตามจำนวนผู้อยู่อาศัยซึ่งอาจมีตั้งแต่ 1-3 คน
        นอกจากนี้ในซีรีส์นี้บางโครงการมีการปรับลดและเพิ่มขนาดห้องชุดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละโครงการ เช่น เซียล่า ศรีปทุม คอนโดตรงข้ามมหาวิทยาลัยศรีปทุม บรรจุห้องขนาดเล็ก 22 ตารางเมตรไว้ด้วย
        ส่วนสไตล์การตกแต่งก็ถูกปรับโฉมใหม่แทบทั้งหมด จากเดิมที่มักเป็นสไตล์ Simple ก็จะเป็นสไตล์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น (Contemporary) ไม่ดูล้าสมัยแม้ระยะเวลาจะเปลี่ยนไป ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเรียบง่ายน่าอยู่ด้วย 

ส่งต่อแนวคิด “Simply Make Sense”
ส่งมอบคุณภาพการอยู่อาศัย
        นอกเหนือจากฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายแล้ว ภายใต้แบรนด์ใหม่ยังได้ส่งต่อแนวคิด “Simply Make Sense ใช้ชีวิตบนเหตุผลของคุณ” ด้วยคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี โดยการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและปลอดภัยสูง ดูแลรักษาง่าย ไม่เป็นภาระต่ออยู่อาศัย เช่น ติดตั้ง Safety Glass หรือกระจกนิรภัยภายนอกอาคารทั้งหมด ประตูบานเลื่อนภายในห้องชุดเป็นกระจกนิรภัย 2 ชั้นแบบ Laminated Glass หากเกิดอุบัติเหตุกระจกแตกก็จะไม่หล่นลงสู่พื้น
        นอกจากนี้ห้องน้ำในคอนโดจะเป็นห้องน้ำสำเร็จรูป (WC Pod) ที่ถูกสร้างและประกอบมาจากโรงงาน ช่วยป้องกันปัญหาการรั่วซึมของน้ำที่จะรั่วลงไปยังห้องชุดด้านล่าง รวมถึงการซ่อมบำรุงท่อก็สามารถทำได้จากภายในห้องน้ำนั้นๆ ไม่ต้องเปิดฝ้าของห้องด้านล่างอีกต่อไป
        ส่วนระเบียงห้องชุดก็ได้มีการออกแบบให้เป็น Private Balcony พื้นที่อเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยมีตะแกรงอะลูมิเนียมสีเดียวกับกรอบหน้าต่างปิดทั้งหมดตั้งแต่พื้นไปจนถึงฝ้าเพดาน เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมคนอยู่อาศัยคอนโดส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ใช้พื้นที่ระเบียง เป็นต้น

นิล สาทร 12
Luxury Redefined ระดับมาตรฐานโลก
        ในเดือนมิถุนายนนี้จะเปิดตัวโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ของกลุ่ม Blue Series ที่ชื่อ “อนิล สาทร 12” พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Luxury Redifined” เน้นสร้างคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ
        คอนโดนี้จะเป็นคอนโดโครงการแรกของเมืองไทยที่ได้มาตรฐาน WELL Building StandardTM จากสถาบัน International WELL Building InstituteTM (IWBITM) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดมาตรฐาน 7 ด้านหลัก อาทิ คุณภาพอากาศที่บริสุทธิ์, คุณภาพของน้ำดื่มน้ำใช้ต้องบริสุทธิ์ ปลอดภัย สุขภาวะการด้านบริโภค การออกแบบแสงสว่างให้ที่ดีต่อระบบภายในร่างกาย เป็นต้น

อนิล สาทร12
        โครงการอยู่ติดรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีศึกษาวิทยา (กำหนดสร้างเสร็จอีก 2 ปีข้างหน้า) บนที่ดินกว่า 1 ไร่ ออกแบบเป็นอาคารไฮไรส์สูง 42 ชั้น จำนวน 222 ยูนิต ที่จอดรถ 110% แบบ Auto Parking ขนาดห้องชุดเริ่มต้น 45 ตารางเมตร ราคาขาย 11 ล้านบาทขึ้นไป หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 260,000 บาท เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าคนไทย 80% และต่างชาติ 20%

   

ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/hometips/news

ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage

หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่  www.home.co.th/tv  , www.youtube.com/tvhomebuyer


วันที่แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 02 กรกฎาคม 2562