เปิดมุมคิดธุรกิจอสังหาฯ “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้”

"ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้" เป็นบริษัทอสังหาฯ ที่เติบโตเร็ว ไม่ถึง 10 ปีก็ก้าวขึ้นอันดับท็อป 10 ในตลาดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยศักยภาพของ "พีระพงศ์ จรูญเอก" ล้วนๆ จากมนุษย์เงินเดือนธรรมดาไต่เต้าจนถึงผู้บริหารมืออาชีพในบริษัทอสังหาฯ ก่อนจะเดินออกมาเริ่มต้นกิจการของตัวเองด้วยทุนเงินเก็บแค่ 2-3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอาณาจักออริจิ้นฯ มีมูลค่ากว่า 30,303 ล้านบาท (Market Cap.*) อยู่ในอันดับที่ 5 ของธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ทำยอดขายปีที่แล้วทะลุเป้ากว่า 27,552 ล้านบาท

พีระพงศ์ จรูญเอก ORI

คิดต่าง มองไม่เหมือนใคร
เป็น "คลัสเตอร์ ดีเวลอปเปอร์"
ยอมรับว่าออริจิ้นฯ เป็นผู้นำอสังหาฯ ในหลายๆ ด้าน ด้วยความคิดของพีระพงศ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากดีเวลอปเปอร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการเป็น "คลัสเตอร์ ดีเวลอปเปอร์"
คลัสเตอร์ ดีเวลอปเปอร์ในความหมายของพีระพงศ์คือบริษัทมีสินค้าครบทุกเซ็กเมนต์ในทำเลเดียว โดยเฉพาะในทำเลปลายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งย่านสมุทรปราการและสะพานใหม่ เนื่องจากมองคนละมุมกับคนอื่น
"เมื่อพูดถึงปลายเส้นทางรถไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะมองว่าดีมานด์ของตลาดน่าจะเป็นสินค้าระดับ Budget เป็นคอนโดราคาประหยัดตารางเมตรละ 50,000-60,000 บาท ในขณะที่เรามองว่าในโลเคชั่นเหล่านั้นก็มีกำลังซื้อในเซ็กเมนต์อื่นด้วย ความต้องการซื้อโปรดักต์ที่สูงกว่าระดับ Budget ก็น่าจะมีด้วย 
"ดังนั้นในขณะที่คนอื่นมุ่งทำโครงการราคาถูกในทำเลย่านสมุทรปราการหรือสะพานใหม่ แต่เรานอกจากจะทำของถูก เราก็ยังเอาคอนโดระดับเซ็กเมนต์กลางค่อนข้างบนไปขายได้ เช่น แบรนด์ไนท์บริดจ์ระดับราคาตารางเมตรละแสนกว่าบาท"

แก้ Pain Point คอนโดหรู
ด้วย Mixed-use และ Value Creation
ออริจิ้นฯ ต่อยอดความสำเร็จในตลาดคอนโดระดับราคาเฉลี่ย 1.5-3 ล้านบาทขึ้นไปด้วยการก้าวขึ้นไปทำตลาดคอนโดลักชัวรี่ร่วมกับพาร์ตเนอร์กลุ่มโนมูระจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ "พาร์ค ออริจิ้น
แต่การทำโปรดักต์ลักชัวรี่หรือไฮเอนด์ที่ระดับราคาต่อตารางเมตรเกิน 100,000 บาทไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พีระพงศ์กล่าวว่า Pain Point หลักของสินค้าระดับนี้คืออัตราการขายค่อนข้างไปได้ช้า เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี Value Creation หรือไม่มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สินค้าราคาสูงขึ้นแต่ไม่มีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้ขายได้เร็วขึ้น Park Origin-Phayathai
นอกจากนี้ยังพบว่าสินค้าระดับลักชัวรี่ไม่สามารถพัฒนาเป็นโปรดักต์เดี่ยวได้ (Single Product) ดังนั้นคอนโดลักชัวรี่ของออริจิ้นฯ จึงพัฒนาใน
รูปแบบของมิกซ์ยูส มีทั้งที่อยู่อาศัย รีเทล และออฟฟิศอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับโปรดักต์ เมื่อเวลาที่ผู้ซื้อต้องการขายต่อก็จะง่ายขึ้น
โครงการพาร์ค ออริจิ้น พญาไทที่เป็นโปรเจ็กต์ร่วมทุนกับโนมูระ ได้เช่าที่ดินแปลงติดกันเพื่อพัฒนาเป็นโครงการวัน พญาไท ซึ่งมีทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม อาคารสำนักงาน และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
ส่วนพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ ด้านหน้าโครงการก็จะเป็นที่ตั้งของคอมมูนิตี้มอลล์วัน ทองหล่อ มีทั้ง Super Premium Shop & Restaurant 

สร้าง Empire ใหม่ สินค้าแนวราบ
"ทุกโครงการจบภายใน 2 ปี"
เมื่อปีที่แล้วออริจิ้นฯ ขยายการลงทุนพัฒนาโครงการแนวราบเป็นครั้งแรก เป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ระยะสั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Core Business อยู่ที่ธุรกิจคอนโดล้วนๆ ซึ่งกว่าธุรกิจจะทำรายได้ต้องใช้เวลา 2-3 ปี 
แต่ธุรกิจแนวราบก็ใช่ว่าจะไม่มี Pain Point ตรงกันข้ามพีระพงศ์บอกว่า ข้อจำกัดของธุรกิจบ้านจัดสรรมีทั้งอัตราการขายที่ค่อนข้างช้า ใช้เวลาในการขายปิดโครงการนานและมีโอเวอร์เฮดสูงมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อดีคือรอบการลงทุนสั้นกว่าคอนโด เพราะแค่ 1 ปีก็สามารถรับรู้รายได้แล้ว ดังนั้นออริจิ้นฯ จึงตั้งธงว่าแนวราบทุกโครงการของบริษัทจะต้องปิดการขาย และส่งมอบให้ลูกค้าเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี
บริษัทเปิดโครงการแนวราบเป็นครั้งแรกปลายปี 2560 ภายใต้แบรนด์ "บริทาเนีย" โดยยังคงยึดทำเลโซนตะวันออกเป็นฐานที่มั่น วางเป้าหมายในปี 2564 มูลค่าโครงการรวมจะสูงถึง 15,000 ล้านบาท
จุดเด่นของบ้านบริทาเนียคือมีดีไซน์เฉพาะตัวสไตล์อังกฤษ มีนวัตกรรมระบบ Home Automation ค่อนข้างครบเกือบทุกฟังก์ชัน แปลนบ้านมีฟังก์ชันครัวไทยและเฟอร์นิเจอร์แบบบิวท์อินเป็นสแตนดาร์ด นอกจากนี้ยังมีพื้นที่คลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ที่มีครบทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส Coworking Space และสนามเด็กเล่น
 
เพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยบริการหลังการขายบ้าน-คอนโด 
พร้อมบริการระดับโรงแรม 5 ดาว
บริการหลังการขายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยสินค้าของออริจิ้นฯ จะมีบริการหลังการขายครบวงจร ตั้งแต่การรับประกันคุณภาพหลังการโอนกรรมสิทธิ์ การติดต่อขอสินเชื่อกับธนาคาร การจัดหาบริษัทตกแต่ง รวมถึงบริการจัดหาผู้เช่า ซึ่งบริการเหล่านี้ดำเนินการโดยบริษัทในเครือและพันธมิตรธุรกิจหลายด้าน
และล่าสุดที่ถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างคือบริการแบบ Hotel Service จากโรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล เพื่อให้บริการทำความสะอาด ซักรีด แจ้งซ่อม ทำสวน ลูกค้าทั้งแนวราบและแนวสูงสามารถใช้บริการได้ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบคิดค่าใช้จ่ายรวมในค่าส่วนกลาง หรือแบบซื้อบริการเพิ่มเติมก็ได้

Aftersale Service ORI 
ผู้ใช้บริการสามารถสื่อสารเพื่อรับบริการผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม Butler ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทย่อย บริษัท ดิจิตอล บัตเลอร์ จำกัด และโดยมีธนาคารกสิกรไทยเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน
“นอกจากเป็นผู้ร่วมทุนในแพลตฟอร์มนี้แล้ว แบงก์กสิกรไทยจะเข้ามาให้บริการการชำระเงิน และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการของ Butler ผ่านช่องทางต่างๆ ของทางธนาคารด้วย” 

เลือกโลเคชั่น "ปลายทางรถไฟฟ้า"
ความต้องการสูง-ลูกค้าหลายกลุ่ม
ย้อนกลับในช่วงเริ่มต้นออริจิ้นฯ เลือกพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียมทำเลปลายทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ย่านแบริ่ง-สมุทรปราการ ก่อนจะขยับไปโซนอื่น เช่น สายสีเขียวส่วนต่อขยาย หมอชิต-สะพานใหม่-คูคตและสายสีม่วง กระทั่งปัจจุบันมีโครงการกระจายอยู่ทั่วไปในทำเลใกล้รถไฟฟ้าและใจกลางเมือง
ทำเลย่านแบริ่ง-สมุทรปราการถือเป็นฐานที่มั่น เพราะปัจจุบันมีโครงการรอบๆ สถานีรถไฟฟ้าในย่านนี้แล้วกว่า 20 โครงการ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทปีละ 2-3 โครงการ
สาเหตุที่เลือกลงทุนคอนโดในย่านสุขุมวินตอนปลายโดยเฉพาะซอยแบริ่ง เพราะพื้นที่นี้เป็นรอยต่อระหว่างของกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรปราการ มีคนพื้นถิ่นของสมุทรปราการอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก
ที่สำคัญในพื้นที่สมุทรปราการมีแหล่งงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนิคมฯ ปู่เจ้าสมิงพราย โรงงานผลิตรถยนต์ของโตโยต้าและโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ อีกมากมาย ทำให้โลเคชั่นนี้มีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างหลากหลายทั้ง Blue-collar และ White-collar ซึ่งเป็นข้อดีเวลาจะทำโครงการ เพราะสามารถเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างอิสระ
และเมื่อ 3 ปีก่อนออริจิ้นฯ ขยายทำเลคอนโดไปในพื้นที่ภาคตะวันออกค่อนข้างเยอะ เหตุผลคล้ายๆ กับช่วงแรกที่ทำอสังหาฯ คือเลือกโลเคชั่นที่มีดีมานด์หลากหลายและหนาแน่น โดยเฉพาะคอนโด ในย่าน EEC ปัจจุบันมีโครงการในย่านนั้นร่วม 10,000 ล้านบาท 

ค้นหา Consumer Insight 

ทำสินค้าอุดช่องว่างจนสำเร็จ
เป็นเรื่องปกติที่ก่อนการลงทุนพัฒนาโครงการต้องทำ Market Research ซึ่งผลการสำรวจวิจัยทำให้บริษัทได้ข้อมูลหลายอย่าง และนำมาใช้ประโยชน์จนประสบความสำเร็จ
ย้อนไปเมื่อ 8-9 ปีก่อนสำรวจพบว่า คอนโดราคาประหยัด (Budget Condo) เฉลี่ยราคาส่วนใหญ่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และในตอนนั้นคอนโดประเภท City Condo สำหรับคนเริ่มต้นทำงานของแบรนด์ใหญ่ๆ ทั้งหลายเฉลี่ยราคาอยู่ที่ 2 ล้านบาท เราเห็นว่าระหว่าง 1-2 ล้านเป็นช่องว่างที่ค่อนข้างกว้างมากทีเดียว เห็นแบบนั้นจึงไม่รอช้ารีบทำโปรดักต์ออกเสียบตรงกลางช่องว่างนั้นทันที
สินค้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Budget กับ City Condo คือแบรนด์เคนซิงตันและน็อตติ้ง ฮิลล์ ราคาเฉลี่ยที่ 1.5 ล้านบาท และไนท์บริดจ์ ราคาเฉลี่ย 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกลุ่ม City Condo แบรนด์ดังๆ ที่มีอยู่ 
จึงสามารถแจ้งเกิดได้ทั้ง 3 แบรนด์ และต่อมาได้เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาฟังก์ชันแบบ 1 ห้องนอนพลัส หรือห้องแบบ 1 ห้องนอนพร้อมพื้นที่อเนกประสงค์เป็นสัดส่วน สามารถปรับเป็นห้องทำงานหรือห้องนอนแขก (ชั่วคราว) จนกลายเป็นอีกหนึ่งแปลนของคอนโดทั่วไปในปัจจุบัน 


ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/hometips/news

ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage

หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่  www.home.co.th/tv  , www.youtube.com/tvhomebuyer

คำแนะนำ,ซื้อบ้าน,ซื้อคอนโด,ข่าวบริษัทอสังหาฯ,ข่าวอสังหาฯทั่วไป,ข่าวดังในกระแส

>>คอนโดใกล้รถไฟฟ้า>>บ้านใกล้รถไฟฟ้า>>Blogger home.co.th


ที่มา : Home Buyers Guide

วันที่แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 19 มีนาคม 2562