ชยพล หรรรุ่งโรจน์ ปลา (เล็ก) เร็วกินปลาช้า เจาะ Small Project กลางเมือง

           

          ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มดีเวลลอปเปอร์คนรุ่นใหม่ที่แจ้งเกิดในธุรกิจอสังหาฯ ภายในระยะเวลาแค่ 6 ปี หลังจากได้สั่งสมประสบการณ์งานด้านตัวแทนนายหน้าอสังหาฯ Sole Agency และเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์อสังหาฯ มากว่า 30 โครงการ ก่อนจะมาจับมือกับ “ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวรชัย” เพื่อนนักธุรกิจตั้งบริษัทอัลติจูดฯ เมื่อปี 2556 โดยวางกลยุทธ์หลักจะพัฒนาโครงการขนาดเล็กๆ ในทำเลกลางเมืองทั้งแนวราบและแนวสูงบนที่ดินแปลงไม่ใหญ่มาก เปิดตัว 2 โครงการแรกเมื่อ 1-2 ปีที่แล้วเป็นคอนโดแบรนด์ “Altitude” อยู่ในย่านสามย่าน-สี่พระยา ก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างเร็วใช้เวลาขายแค่ 3 เดือนก็ปิดการขายได้ทั้งสองโครงการ 

 

ตลาดอสังหาฯ ยุคใหม่ “ปลาเร็วกินปลาช้า”
ชยพลบอกว่า สาเหตุที่บริษัทสามารถแจ้งเกิดในธุรกิจอสังหาฯ ได้เร็วเพราะรูปแบบการลงทุนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว มีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ค่อนข้างมากทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง รวมถึงนวัตกรรมทางด้านการเงินต่างๆ จากเดิมที่เป็นยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ประกอบการรายไหนทำยอดขายสินค้าได้มากกว่าถือเป็นผู้ชนะ แต่ในวันนี้กลับเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า ซึ่งต้องมาวัดกันที่ว่าใครจะสามารถทำราคาและทำกำไรขั้นต้นหรือ Gross Profit (GP) ได้สูงกว่ากัน 
จะเห็นได้จากกลุ่มทุนรายใหญ่หลายๆ กลุ่มที่เข้ามาลงทุนในตลาดอสังหาฯ แต่กลับไม่ได้เติบโตรวดเร็วทั้งที่มีแหล่งเงินทุนค่อนข้างเยอะ แต่ขณะที่บริษัทขนาดเล็กบางรายอาศัยช่องว่างในตลาดแจ้งเกิดในตลาดอสังหาฯ ได้ไม่ยาก
        ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทได้ปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดใหม่เพื่อทำให้วิ่งได้เร็วกว่าคู่แข่ง โดยเน้นโครงการขนาดเล็กมูลค่าโครงการไม่เกิน 500 ล้านบาท จำนวนยูนิตน้อย สามารถก่อสร้างและปิดการขายได้เร็ว เจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เป็นกลุ่ม Young Success อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปจนถึงวัย 40 ปีต้นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กำลังขยายครอบครัวหรือประกอบธุรกิจส่วนตัว และเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในตลาดอสังหาฯ นอกจากนี้บริษัทจะไม่ทำสินค้าตามเทรนด์ในตลาด เพราะต้องไปแข่งขันกับบิ๊กอสังหาฯ ที่เข้าไปดูดซับเรียลดีมานด์ล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว

        “การทำโครงการขนาดเล็กสามารถทำตลาดแบบยูนีกและเลือกกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำ ที่สำคัญมีมาร์จิ้นดีเพราะสามารถตั้งราคาขายได้สูงเมื่อเทียบกับโครงการที่มีจำนวนยูนิตเยอะๆ ซึ่งไม่สามารถขยับราคาขายเพิ่มได้มาก แต่ดีเวลลอปเปอร์ต้องทำการบ้านค่อนข้างหนัก เพราะต้องลงลึกไปถึงเรื่องการดีไซน์บ้านให้ตรงกับรสนิยมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีความต้องการและความชอบที่ไม่เหมือนกัน”

 

วางกลยุทธ์ 2G-3S สไตล์อัลติจูดฯ 

แม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำธุรกิจอสังหาฯ ได้แค่ไม่กี่ปี แต่ชยพลก็ได้วางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจไว้ชัดเจนทั้งภายในองค์กรและการลงทุนภายใต้สูตร “2G-3S” 
โดยหลักการของ 2G ประกอบด้วย G แรกคือ Gap เน้นเรื่องการสร้างจุดยืนของตัวเอง เพื่อหาช่องว่างของตลาดให้เจอก่อนแล้วจึงค่อยพัฒนาสินค้า ไม่ลงทุนตามผู้ประกอบการรายอื่นที่ประสบความสำเร็จในย่านนั้นๆ เพราะจะทำให้เกิด Price Wall และเพิ่มซัพพลายในทำเลนั้นให้เพิ่มมากขึ้น 
G ตัวที่ 2 คือ Gain ราคาที่ดินในทุกโครงการของบริษัทจะต้องมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ลูกค้าได้ Property Gain ที่สูงขึ้นด้วยตัวเองจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับบนที่มักจะมีมุมมองในการซื้อสินค้าที่หลากหลากมิติ โดยเฉพาะการซื้อเพื่อสะสมเป็นสินทรัพย์ 
ส่วน 3S ประกอบด้วย Speed คืออัตราการขายและอัตราการดูดซับต่อระยะเวลาการก่อสร้างจะต้องสอดคล้องกัน เช่น คอนโด Altitude Samyan-Silom และ Altitude Define เป็นคอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้น ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง บริษัทได้ออกแบบขนาดของโครงการให้สามารถขายได้หมดภายใน 1 ปีครึ่ง ด้วยจำนวนห้องชุดรวมกัน 2 โครงการ แค่ 156 ยูนิต ใช้เวลาขายแค่ 3 เดือนทำยอดขายได้ 150 ยูนิต 
Standard เน้นการสร้างมาตรฐานของสินค้าเพื่อสร้างการจดจำให้กับลูกค้า โดยสิ่งแรกที่ต้องสร้างคือคุณภาพสินค้าต้องสอดคล้องกับราคาขาย รวมถึงการดูแลหลังการขาย
Spirit เน้นการสร้างทีมงานให้มีคุณภาพและเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งทีมฝ่ายบัญชี การเงิน ฝ่ายขายและฝ่ายก่อสร้าง เพราะงานทุกอย่างจะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับทีมงานที่ดีและมี Attitude แบบเดียวกัน

เจาะที่ดินแปลงเล็กทำเล Prime Area
นอกเหนือจากการคิดต่างเลือกลงทุนโครงการขนาดเล็ก จำนวนยูนิตน้อยๆ แล้ว กลุ่มอัลติจูดฯ ยังเลือกลงทุนในทำเลที่อยู่ในพื้นที่เมืองชั้นในหรือชั้นกลางเดินทางสะดวกด้วย แม้ราคาที่ดินจะสูงเมื่อเทียบกับพื้นที่รอบๆ แต่ก็มีที่ดินบางแปลงที่ขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยเฉพาะแปลงที่ดินที่มีรูปร่างไม่สวยหรือมีตำหนิ
ชยพลบอกว่า ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีที่ดินหลายแปลงที่ถูกปิดล้อมด้วยถนนและการขยายเส้นทางใหม่ๆ ของรถไฟฟ้า ทำให้แปลงที่ดินขนาด 200-800 ตารางวา หรือขนาดไม่เกิน 2 ไร่ยังมีที่ว่างอีกพอสมควรอยู่ในซอยหรือเป็นบ้านพักอาศัยส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่ราคาที่ดินส่วนใหญ่จะมีราคาสูง เพราะเจ้าของที่ดินกว่า 80% คาดหวังราคาซื้อขายในอนาคตจึงตั้งราคาไว้สูง แต่ก็มีเจ้าของที่ดิน 20% ที่อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องการขายที่ดินให้ได้ไวๆ จึงตั้งราคาขายไว้ไม่สูงมาก หรือเป็นแปลงที่ดินที่มีข้อจำกัดในการออกแบบ ซึ่งถือว่าเป็นแปลงที่ดินที่เป็นเป้าหมายของบริษัท
เช่น แปลงที่ดินของโครงการ Altitude Samyan-Silom ขนาดเนื้อที่ 282 ตารางวา พื้นที่ด้านหลังโครงการเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งออกแบบสร้างเป็นคอนโดได้ยาก บริษัทจึงดีไซน์พื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นสระว่ายน้ำ และวางตำแหน่งของคอนโดให้ชิดติดกับที่ดินด้านหน้าโครงการ 
ส่วนแปลงที่ดินของ Altitude Define ขนาด 220 ตารางวา รูปแปลงที่ดินด้านหน้าติดถนนเป็นรูปทรงด้ามมีดอีโต้และไปบานด้านใน เดิมสถาปนิกได้ดีไซน์พื้นที่ใช้สอยออกมาได้แค่ 2,800 ตารางเมตร แต่บริษัทสามารถออกแบบให้มีพื้นที่ขายได้มากถึง 4,000 ตารางเมตร โดยเอาที่จอดรถไปอยู่ชั้นใต้ดินมีทั้งหมด 3 ชั้น สามารถจอดรถได้ 100% พร้อมที่จอดรถแบบ Auto Car Parking นอกจากนี้ยังมี Facility ครบทั้งสวนพักผ่อน สระว่ายน้ำระบบเกลือ จากุซซี่ ห้องสมุด ฟิตเนสและซาวน่า 
หรือแปลงที่ดินในซอยพหลโยธิน 24 ขนาด 600 ตารางวา ซึ่งสามารถก่อสร้างเป็นคอนโดโลว์ไรส์ขายในราคาตารางเมตรละ 70,000-80,000 บาทได้ แต่บริษัทก็ได้ปร้บเปลี่ยนโปรดักต์มาทำเป็นบ้านเดี่ยวระดับลักซูรี่ในเมืองแทน ชื่อแบรนด์ “Altitude Mastery” มีจำนวนแค่ 8 ยูนิตเท่านั้น ราคาขายยูนิตละ 30 ล้านบาท ตอนนี้เหลือขายเพียง 1 ยูนิต

 

ตั้งเป้า 3 ปีขึ้นแท่นท็อป 3 ตลาดบ้านหรู-โฮมออฟฟิศในเมือง
ปัจจุบันกลุ่มอัลติจูดมีโครงการที่เปิดตัวไปแล้ว 5 โครงการ มีทั้งบ้านเดี่ยว คอนโด และโฮมออฟฟิศ โดยมีแบรนด์สินค้าอยู่ 4 แบรนด์หลัก คือแบรนด์ Altitude Mastery เป็นบ้านเดี่ยวระดับลักซูรี่ ราคาขาย 20-45 ล้านบาท, แบรนด์ Altitude Prove เป็นโฮมออฟฟิศ ราคาประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป, แบรนด์ Altitude เป็นคอนโดระดับกลาง-บนทำเลในเมือง และล่าสุดได้เปิดตัวคอนโดแบรนด์ใหม่ “Asa” เป็น Effortable Condo ที่เพิ่งเปิดตัวโครงการแรกไปเมื่อเดือนก่อนที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อยุธยา 

         

        ทั้งนี้ชยพลได้ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีจะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับท็อป 3 ของกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวระดับหรูราคาเกิน 20 ล้านบาทที่มียอดขายเกิน 1,500 ล้านบาทต่อปี และกลุ่มสินค้าโฮมออฟฟิศที่มียอดขายระดับ 1,000 กว่าล้านบาทต่อปี โดยปีนี้วางแผนจะเปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ Mastery เพิ่มอีกโครงการในย่านพหลโยธิน ใกล้แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ราคาขายไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 300-500 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ จะเปิดตัวได้ช่วงไตรมาส 3 และจะเปิดตัวโฮมออฟฟิศแบรนด์ Altitude Prove ย่านพระราม 9 อีกโครงการในเดือนพฤษภาคมนี้ 
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ชยพลมั่นใจว่าจะก้าวขึ้นเป็นท็อป 3 ในกลุ่มสินค้าบ้านหรูระดับลักซูรี่และโฮมออฟฟิศในเมืองได้นั้น เพราะสินค้าตอบโจทย์ความต้องการซื้อของกลุ่มลูกค้า และมีคู่แข่งน้อยเนื่องจากบ้านเดี่ยวในระดับลักซูรี่ส่วนใหญ่จะไปตั้งอยู่ในพื้นที่ชานเมือง เช่น พระราม 2 พระราม 5 และรามอินทรา แต่โครงการ Altitude Mastery ตั้งในซอยพหลโยธิน 24 ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีพหลโยธิน 24 ประมาณ 600 เมตร ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาด 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 400 ตารางเมตร มีสระว่ายน้ำในบ้านทุกหลัง และทุกชั้นเป็น Double Volume พื้นบ้านเป็นไม้สักแท้ เป็นต้น
ขณะที่โฮมออฟฟิศแบรนด์ Altitude Prove ก็เน้นตอบโจทย์กลุ่มคนซื้อที่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัวและพักอาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน เช่น โครงการแรกที่เกษตร-นวมินทร์ได้ดีไซน์ให้ด้านหน้าของโฮมออฟฟิศเป็นเหมือนช็อปสินค้าแบรนด์หรู โดยได้ไอเดียมาจากช็อปสินค้าแบรนด์หรู เช่น หลุยส์ วิตตอง หรือคาร์เทียร์ และเป็นโฮมออฟฟิศที่มีหน้ากว้างถึง 10 เมตร จอดรถด้านหน้าได้ 6 คัน นอกจากนี้ยังติดตั้งลิฟต์ส่วนตัวให้ทุกยูนิต ส่วนที่พระราม 9 ก็ได้ดีไซน์ให้มีพื้นที่จอดรถหน้าบ้านได้ 4 คัน

        ด้วยวิสัยทัศน์และมุมมองในการทำธุรกิจที่ “คิดต่าง” และเน้นเจาะตลาด Small Project ที่ฉีกแนวไปจากคู่แข่งในตลาด ทำให้กลุ่มอัลติจูดฯ ได้กระแสตอบรับดีทั้งยอดขายและแบรนด์สินค้า โดยมีเป้าหมายใหญ่เตรียมตัวเข้าไปเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์สินค้า 

ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/hometips/news

ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage

หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่  www.home.co.th/tv  , www.youtube.com/tvhomebuyer

คำแนะนำ,ซื้อบ้าน,ซื้อคอนโด,ข่าวบริษัทอสังหาฯ,ข่าวอสังหาฯทั่วไป,ข่าวดังในกระแส


ที่มา : นิตยสารโฮมบายเออร์ไกด์

วันที่แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 15 สิงหาคม 2561