"แสนสิริ" ผนึกผู้เชี่ยวชาญจัดทำ “แนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูง”

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผนึกสถาบันการศึกษาชั้นนำภาครัฐ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานเอกชนบริษัทผู้ร่วมออกแบบชั้นนำ 8 แห่ง ร่วมจัดทำ “แนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูง” ปูแนวทางผลักดันการสร้างอาคารสูง  ในประเทศไทยแข็งแรงปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สอดรับเทรนด์อยู่อาศัยในคอนโดฯตลอดจนอาคารสำนักงานในตึกสูงที่มีแนวโน้มเพิ่มและรูปทรงแปลกมากขึ้น ณ งานเสวนาวิชาการ “แนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูงเพื่อความปลอดภัย ในประเทศไทย 2017”



นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารโครงการแนวสูง บมจแสนสิริ กล่าวว่า “ในช่วงระยะแรก ได้ผลิตเอกสารจำนวน 200 เล่ม แจกจ่ายให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสถาบันการศึกษาได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป อาทิ มหาวิทยาลัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรม-ราชูปถัมภ์ (วสท.) บริษัทเอกชนผู้ออกแบบงานโครงสร้าง และสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง โดยผู้สนใจหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาและนำเล่มนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้”
       กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีจำนวนตึกสูง (ความสูงมากกว่า 23 เมตรหรือจำนวนชั้นมากกว่า 8 ชั้นขึ้นไป) ติดอันดับ 1 ในอาเซียน (ASEAN) อันดับ 4 ในเอเชีย และอันดับ 11 ของโลก โดยตึกสูงเหล่านี้กระจุกตัว อยู่ในย่าน CBD และกระจายอยู่ตามจุดชุมนุมชน รวมถึงย่านธุรกิจสำคัญต่างๆ โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยประมาณ 55% และอาคารสำนักงาน (Commercial building) 45% ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 32 ทวิในเขตกรุงเทพมหานคร เผยถึงจำนวนอาคารสูงในปัจจุบัน มีทั้งสิ้นจำนวน 2,810 อาคาร 
       อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 539 อาคาร และอาคารชุมนุมชน 294 อาคาร ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นบริเวณที่พื้นที่ดินอ่อนตัว ดังนั้น การทดสอบความแข็งแรงโครงสร้างรากฐานตึกสูงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด อาทิ ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว พายุแรงลมรุนแรง เป็นต้น 



ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เผยว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น อาคารถล่มต่างๆ เกิดจากการออกแบบโครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและปลอดภัยรัดกุม รวมถึง ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลในบางข้อ บางส่วนเกิดจากการตีความคลาดเคลื่อนหรือเข้าใจผิดในการนำหลักการมาใช้ในการปฏิบัติงาน จึงเป็นการเพื่อขยายความเข้าใจในบทหลักการที่จะช่วยให้ส่งเสริมให้การปฎิบัติงานด้านวิศกรรมโครงสร้างอาคารสูงชัดเจนขึ้น ตลอดจนการนำมาใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

รศ.ดร. วิโรจน์ บุญญภิญโญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิจัยแรงลม ระดับแถวหน้าของประเทศไทย เผยภาพรวมของอาคารและตึกสูงในไทยว่า “อาคารสูงในประเทศไทยมีแนวโน้มของจำนวนชั้นสูงขึ้น มีการพัฒนารูปทรงแปลกตาและทันสมัย* (อ้างอิงข้อมูลอาคารสูงจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี หัวข้ออาคารสูงในประเทศไทย) มีผลกระทบของกลุ่มอาคารโดยรอบมากขึ้น ส่งผลให้อาคารต้องมีความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น วิธีที่สามารถตรวจเช็คความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารก่อนสร้างได้ คือ การทดสอบอุโมงค์ลม ซึ่งจะทำให้ได้การคำนวณแรงลมและการตอบสนองของอาคารสูง มีความถูกต้องมากที่สุด ดังนั้น จะได้โครงสร้างอาคารที่แข็งแรง ปลอดภัย แนวปฏิบัติฯเล่มนี้จะช่วยให้ การทำงานของวิศวกรผู้ออกแบบทำงานได้เข้าใจขึ้น ลดปัญหาข้อผิดพลาดในการทำงาน ซึ่งสามารถช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างบางส่วนได้อีกทางหนึ่ง” 

ขณะที่ ผศ. ดร. ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวและ การสั่นสะเทือน ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “แม้ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวน้อย แต่แผ่นดินไหวสามารถเกิดในประเทศไทยได้จริงดังที่ปรากฏเมื่อปี 2557 โครงสร้างอาคารสูงเป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ดินอ่อน นอกจากนี้ อาคารที่สวยงามปัจจุบัน มักจะมีรูปทรงพิเศษซึ่งจำเป็นต้องคำนวณออกแบบอย่างถูกต้อง อาคารที่จะสามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ดีต้องได้รับการออกแบบอย่างถูกวิธี เช่น กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กในอาคารสูง เสาที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ มีการเสริมเหล็กปลอกที่ทำให้คอนกรีต มีความเหนียวไม่ระเบิดออกโดยง่าย หลีกเลี่ยงรูปทรงอาคารที่ไม่ปกติมากๆ เช่น ชั้นหนึ่งชั้นใดอ่อนแอมากกว่าชั้นอื่น หรือไม่สมมาตรจนทำให้อาคารบิดตัวมาก”

รศ.ดร.สุทธิพล วิวัฒนทีปะ ประธานกรรมการ บริษัท อินฟรา กรุ๊ป จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้ร่วมออกแบบโครงสร้างกล่าวเสริมในมุมมองของการปฏิบัติงานว่า “ปัจจุบัน ความท้าทายในการพัฒนาอาคารและสำนักงานมีโจทย์ด้านความสวยงามมากขึ้น เช่น รูปทรงอาคารที่มีความแปลกใหม่สะดุดตา วิศวกรผู้ออกแบบต้องมีความเข้าใจและคำนวณหลักความปลอดภัยอย่างรอบด้าน โดยประยุกต์ใช้หลักการกับการทำงานจริงที่สอดคล้องกับยุคสมัย ส่วนใหญ่แล้วยังมีความเข้าใจที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียว เล่มนี้จึงมีความสำคัญในการช่วยให้การทำงานระหว่างผู้พัฒนาโครงการและวิศวกรโครงสร้างมีแนวปฏฺบัติไปในทิศทางที่ยอมรับร่วมกัน 
นอกจากนี้ การนำโปรแกรมการออกแบบที่ทันสมัยมาคำนวณใช้ในการออกแบบ เป็นสิ่งที่จำเป็นช่วยให้การประเมินการก่อสร้างอาคารมีความแข็งแกร่ง ปลอดภัยและคงทนได้ยาวนาน”
“หากผู้ประกอบการรายอื่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องสนใจ สามารถติดต่อมายังที่ แสนสิริ ทางเรายินดีจัดส่งเล่มนี้ให้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้พัฒนาวงการอสังหาฯ เพิ่มความเชื่อมั่น ในด้านโครงสร้างและการยอมรับด้านความปลอดภัยของอาคารสูงไทยในระดับสากลต่อไปในอนาคต” นายปิติ กล่าวสรุป 




วัตถุประสงค์หลัก เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูง
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้แก่วิศวกรที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัท ในการออกแบบวิศวกรรมโครงสร้างและการตรวจสอบการคำนวณงานออกแบบดังกล่าวให้มีแนวทางในการปฏิบัติงาน เป็นที่ยอมรับร่วมกัน เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผลของแรงแผ่นดินไหว แรงลม และการออกแบบฐานรากสำหรับอาคารสูง โดยเน้นประเด็นที่แต่เดิมมีการปฏิบัติไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือ ที่วิศวกรทั่วไปอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป รวมถึงทำการขยายความที่ระบุอยู่ในมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ยังขาดความชัดเจนในมาตรฐานที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยได้นำข้อมูลจากมาตรฐานในต่างประเทศมาอ้างอิงเพิ่มเติมด้วย โดยเป็นการสร้างแนวทางสู่ความปลอดภัยของอาคารสูงที่ได้มาตรฐานมากขึ้นในอนาคต อันเกิดจากการปฏิบัติงานที่แม่นยำจากความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน ตลอดจนลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาในการทำงาน

ติดตามข่าวสารอสังหาฯและข่าวดังในกระแส www.home.co.th/hometips/news

ติดตามข้อมูลโครงการและความเคลื่อนไหวด้านอสังหาฯ www.home.co.th และ www.facebook.com/Homebuyersfanpage

หรือชมวิดีโออื่นๆ คลิกที่นี่  www.home.co.th/tv  , www.youtube.com/tvhomebuyer

ข่าวบริษัทอสังหาฯ ข่าวอสังหาฯทั่วไป ข่าวดังในกระแส


ที่มา : home.co.th

วันที่แก้ไขข้อมูลล่าสุด : 31 กรกฎาคม 2560