กู้เงินซื้อบ้าน อย่าเข้าใจผิด! บริษัทแค่ช่วยหาแหล่งเงินกู้ ได้/ไม่ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ


การตกลงใจซื้อบ้านในโครงการ  ถ้าเงินสดในมือไม่พอก็ต้องกู้ธนาคาร  ปัญหาคือ หากเราตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการไปแล้ว  ต่อมาขอกู้ยืมเงินแล้วไม่ผ่าน  แม้จะเป็นสถาบันการเงินที่เสนอโดยโครงการก็ตาม  เราเป็นฝ่ายผิดสัญญานะครับ จะอ้างว่าเพราะกู้ไม่ผ่านจึงไม่ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ เรื่องนี้มีตัวอย่างมาแล้ว

“คำพิพากษาศาลฎีกา 748/2544 แผ่นพับโฆษณาที่มีข้อความกล่าวถึงขนาด เนื้อที่อาคาร ราคาเซ้งต่อห้อง 20 ปี การผ่อนชำระเงิน วันจอง ทำสัญญา ผ่อนชำระ ชำระวันโอนกรรมสิทธิ์ การผ่อนชำระแก่สถาบันการเงินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี หากผู้ใดสนใจจะจองห้องเช่าที่ขนาดใด ต้องติดต่อขอทำสัญญากับโจทก์นั้น เป็นการเชิญชวนให้จำเลยเป็นฝ่ายทำคำเสนอเท่านั้น ไม่ชัดเจนแน่นอนพอที่จะถือเป็นคำเสนอ

สัญญาจองห้องเช่าระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า หากจำเลยประสงค์ให้ติดต่อแหล่งเงินทุนเพื่อการกู้ยืมเงินชำระค่าเช่า จำเลยจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องไปพบเจ้าหน้าที่ของแหล่งเงินทุน และปฏิบัติตามข้อกำหนดของแหล่งเงินทุนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการกู้ยืม และจดทะเบียนต่างๆ เองทั้งสิ้น เป็นการอนุเคราะห์ให้ความสะดวกแก่จำเลย หากแหล่งเงินทุนไม่อนุมัติ  จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญานี้ จะยกการไม่อนุมัติเงินกู้มาเป็นเหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ 

โจทก์เป็นเพียงคนกลางติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้เท่านั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้จำเลยจนได้รับอนุมัติให้กู้เงินได้ตามจำนวนที่กำหนด ดังนั้น เมื่อโจทก์ติดต่อให้จำเลยกู้เงินจากบริษัทเงินทุนแล้ว แต่จำเลยได้รับอนุมัติให้กู้เพียง 1,200,000 บาท ยังขาดอยู่อีกประมาณ 500,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้” 

เมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้ขายมีสิทธิริบเงินมัดจำทั้งหมด เว้นแต่ผู้ซื้อจะไปฟ้องขอคืน อ้างว่าผู้ขายเสียหายน้อยกว่าเงินที่ริบไปครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้สรุปความได้ว่า หากจะให้ผู้จัดสรรรับผิดชอบการจัดหาแหล่งเงินกู้ให้ จะต้องระบุไว้ในสัญญาให้ครบถ้วน และหากกรณีไม่ได้รับการอนุมัติก็ดี หรือได้ไม่ครบก็ดี ทางผู้จะซื้อต้องมีทางออก เช่น ให้ขยายระยะเวลาการรับโอนกรรมสิทธิ์ออกไปอีกกี่เดือน  เพื่อให้ผู้จะซื้อมีเวลาไปหาเงิน หรือเงื่อนไขอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้เป็นฝ่ายผิดสัญญา

ในบางโครงการเมื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขาย ทางผู้จัดสรรจะให้ทางสถาบันการเงินที่ติดต่ออยู่พิจารณาสินเชื่อของผู้จะซื้อเสียเลยว่าผ่านหรือไม่ หากผ่านจะให้กู้ได้เท่าไร หากไม่ผ่านหลักเกณฑ์ก็จะไม่ทำสัญญาด้วย  ซึ่งในกรณีนี้ผมว่าดีทั้งสองฝ่าย  เพราะผู้จะซื้อบางคนอาจมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น บางรายไม่มีเงินเดือนประจำ มีเงินเข้ามาเป็นครั้งคราว เช่นอาชีพทนายความ อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระ พ่อค้า เป็นต้น กรณีอย่างนี้อาจมีปัญหาการพิจารณาสินเชื่อ

ดังนั้นหากท่านผู้อ่านจะซื้อบ้านควรให้ทางผู้จัดสรรหรือเราเองตรวจสอบคุณสมบัติกับสถาบันการเงินเสียก่อนว่าสามารถกู้ได้หรือไม่ หรือกู้ได้เท่าไหร่ ชัวร์ๆ ไว้ก่อนดีกว่าครับ สวัสดี

>>สินเชื่อบ้าน ข้อแนะนำการกู้เงินซื้อบ้าน<<

วันที่บันทึกข้อมูล 12/10/2559 15:42:24
วันที่แก้ไข 21/10/2559 17:10:57