นางชูจิรา กองแก้ว อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารงานประจำปีงบประมาณ 2553 (ก.ย.52-ต.ค.53) ว่า จากวิสัยทัศน์ของกรมฯที่ว่า จะเป็นองค์กรนำ ด้านการบังคับคดีภายใต้ระบบ คุณภาพ การบริหารจัดการภาครัฐ ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ภายในปี 2555 และกำหนดค่านิยมร่วมไว้ว่า ด้วยจิตบริการ วิทยาการ ล้ำเลิศ ชูเชิดธรรมาภิบาล เชี่ยวชาญบังคับคดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักการบริหารราชการยุคใหม่ที่จะต้องบริหารงานแบบ GG (Good Governance) คือ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีคุณภาพการบริการ มีเจ้าภาพชัดเจน แข่งขันได้ สามารถประเมินและวัดผลได้ มีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานและมีการมุ่งผลสัมฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการตามภารกิจของกรมฯที่ผ่านมา ยังไม่สามารถบรรลุถึงผลสัมฤทธิ์ตาม หลักการต่างๆ เนื่องจากปริมาณงานการบังคับคดีแพ่ง งานบังคับคดีล้มละลาย งานฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ และวางทรัพย์ เพิ่มหลายเท่าตัว หากเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่จะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน โดย นิติกรหนึ่งคนรับผิดชอบสำนวนถึงกว่าคนละ 200 คดี ขณะที่มาตรฐานไม่ควรเกิน 50 คดี จากปริมาณ งานที่มาก ทำให้ไม่สามารถคิดพัฒนาระบบการทำงานได้ เพราะงานเฉพาะหน้ามีมาก ประกอบกับ คู่ความและผู้เกี่ยวข้อง จะไปรอติดต่อตั้งแต่ 6-7 โมงเช้าเพื่อสอบถามความคืบหน้าของงานในสำนวน "จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนในสังคมไทย เปลี่ยนแปลงไป มีการใช้จ่ายเงินล่วงหน้าขาดวินัยการเงิน ทำให้มีคดีแพ่งและล้มละลายขึ้นสู่ กระบวนการยุติธรรมสูงมาก จากสถิติคดีล้มละลายในปี 2548 ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด4,194 เรื่อง ขณะที่ปี 2550 มีจำนวน 13,454 เรื่อง และปี 2552 มีถึง 14,691 เรื่อง สองเท่าของเมื่อ 4 ปีที่แล้ว " ดังนั้น ทางกรมฯได้วางแผนการทำงานเพื่อลดอุปสรรค โดย 1. จัดทำกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อจะได้กำหนดลักษณะงานและแบ่งแยกงานว่า งานไหนถ่ายโอนให้คนอื่น หรือหน่วยงานอื่นช่วยทำ ได้ 2. สะสางสำนวนที่คั่งค้าง จัดระบบสำนวนใหม่ให้เป็นระบบ และจัดลำดับความสำคัญของงาน เพื่อ ป้องกันสำนวนหมดอายุความระหว่างดำเนินการ 3. หาพันธมิตรช่วยงานเป็นการชั่วคราวเพื่อจัดสรร บุคลากรเข้าไปช่วยในด้านการไต่สวน สอบสวน ตรวจสภาพทรัพย์สิน 4.จัดมหกรรมชำระสะสางงาน ให้แก่หน่วยงานที่มีปริมาณงานค้างมากและนาน 5.แก้ปัญหาการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากงานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความล่าช้าและเกิด ผลกระทบต่อคู่ความที่ไม่สามารถลงประกาศได้ทัน ปัจจุบันค้างพิมพ์ถึง 13,708 และกำลังอยู่ระหว่าง การแก้ไขโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอรับเรื่องไปหารือกองประกาศิตก่อน หากไม่สามารถแก้ไขได้ กรมจะได้เสนอเรื่องให้ครม.เป็นผู้แก้ไข โดยจะขอแยกเล่มพิเศษ 6.การแก้ไขปัญหาส่งเงินค่าอากรแสตมป์การขาย ในกรณีขายทอดตลาดอสังหาฯในการบังคับคดีของเจ้า พนักงานบังคับคดี ซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้นำเงินค่าอากรแสตมป์ส่งสรรพากรพื้นที่สาขาภายใน กำหนด มิฉะนั้นจะมีการชำระค่าปรับ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของกรมฯ และในเรื่องนี้ได้ หารือกับอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว คาดจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวถึงในเรื่องนโยบายด้านกฎหมายและระเบียบว่า อาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพ สังคมปัจจุบัน ลูกหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียส่วนใหญ่ไม่เข้าใจกฎหมาย และไม่ยอมรับรู้ จึงมีการร้องต่อ ศาล การใช้ดุลพินิจของศาลที่ต่างกันทำให้เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ทางรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมฯ ได้ให้นโยบายแก้ปัญหาด้านการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ ถูกร้องเรียนมาก คือ การกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินซึ่งกำหนดไว้ต่ำมาก ไม่สอดคล้องกับราคาที่ แท้จริง การวางเงินประกันเข้าประมูลทรัพย์ จำนวน 50,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำ ทำให้เกิดการกีดกันการ ประมูล ทำให้ผู้ต้องการไม่มีโอกาสได้ซื้อ เพราะผู้ประมูลที่กีดกันให้ราคาสูงกว่าเป็นผู้ซื้อได้แต่ให้ยึด เงินประกันภายหลัง เพราะมีการกำหนดการเริ่มต้นขานราคาครั้งแรกที่ 80% และ 50% ในครั้งที่สอง ทำ ให้ผู้ประมูลไปรอซื้อครั้งถัดไป และปัญหาการขายที่ดินผิดแปลง โดยเฉพาะน.ส.3 ก. แม้จะเป็น ภาระหน้าที่ของเจ้าหนี้นำชี้ แต่เมื่อผิดแปลง เจ้าหน้าที่ก็จะถูกฟ้องร้องไปด้วย

    ที่มา หนังสือพิมพ์ : ผู้จัดการรายวัน
    วันที่บันทึกข้อมูล 5/1/2553 0:00:00
    วันที่แก้ไข 5/1/2553 13:03:12

    สนใจสอบถามข้อมูล "Solar Roof" เพิ่มเติม
    ความคิดเห็น